Category: บทความทั่วไป

รู้ไว้ วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับสาวๆ ที่ชอบความสวยงามนั้น ก็มักจะชอบใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ แต่การจะใส่ทั้งที ก็ต้องคำนึงถึงวิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัยด้วย เพราะดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้าง

ในปัจจุบันนั้นมีคอนแทคเลนส์ ให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสายตา หรือสายตาด้วยสวยงามด้วย หรือสวยงามอย่างเดียวก็มี สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา การใส่คอนแทคเลนส์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อที่จะได้ไม่ต้องใส่แว่นให้เกะกะ วันนี้เราจึงมี วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากกัน

1. คอนแทคเลนส์ชนิดใส่รายวัน สามารถให้ออกซิเจนผ่านได้ดีที่สุด และเนื่องจากถอดทิ้งทุกวันจึงทำให้มีการสะสมโปรตีนในคอนแทคเลนส์น้อย และเกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่าชนิดอื่นๆ แต่มีราคาสูงกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดรายสัปดาห์ และรายปี

2. ควรถอดล้างและแช่คอนแทคเลนส์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐานเท่านั้น และต้องแช่น้ำยาติดต่อกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้การฆ่าเชื้อโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. อาการที่พบส่วนใหญ่ของคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ คือ ระคายเคืองตา ตาแห้ง ตามัวเป็นๆ หายๆ บางครั้งรู้สึกหนักตา น้ำตาไหล ไม่สบายตา คล้ายมีเศษผงอยู่ในตา

4. ในแต่ละวันไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน และควรใช้แว่นสายตาในบางวัน เพื่อเป็นการหยุดพัก ให้กระจกตา ดูดซึมออกซิเจนได้ตามปกติ

5. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ Big Eye หรือแบบมีสีสันแฟนซีเป็นประจำ เนื่องจากการใส่คอนแทคเลนส์สี จะทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าสู่กระจกตาได้น้อยมาก และทำให้นัยน์ตาแห้งมากกว่าการใส่คอนแทคเลนส์ปกติ

6. ไม่ใส่นอนหรือใส่ข้ามคืน เพราะการใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง มีโอกาสติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์สูงขึ้น

7. การใช้น้ำเกลือทำความสะอาด หรือแช่คอนแทคเลนส์ จะทำให้โอกาสการติดเชื้อสูงขึ้นมาก

8. ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามอายุที่กำหนด และไม่ใส่คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

9. น้ำตาเทียม มีส่วนผสมของน้ำตา อิเลคโตรไลท์ ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นสำหรับกระจกตามากกว่ายาหยอดตาสำหรัคอนแทคเลนส์ หากมีปัญหาระคายเคืองตา นัยน์ตาแห้ง ควรใช้น้ำตาเทียม

10. ยาหยอดตาสำหรับคนใส่คอนแทคเลนส์ ควรหยอดก่อนใส่คอนแทคเลนส์ ระหว่างใส่ และก่อนถอดคอนแทคเลนส์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้เกิดความสบายตา ภาพคมชัดขึ้น และทำให้อาการตาแห้งน้อยลง

วิธีป้องกันผมหงอกง่ายๆ ด้วย อาหาร 5 ชนิด

สำหรับปัญหาผมหงอกนั้น เป็นหนึ่งรูปธรรมที่ทำให้ผู้คนนั้นดูแก่ก่อนวัย ไม่ว่าบางคนนั้นจะมีอายุน้อยหรืออายุมากก็ตาม ซึ่งไม่มีใครชอบให้คนอื่นนั้นมองตัวเองว่าแก่หรอก เราจึงจำเป็นต้องหาทุกวิถีทางที่จะป้องกันตัวเองไม่ให้มีผมหงอกหรือผมขาวก่อนวัยอันอันควร วันนี้เราจึงมีบทความ วิธีป้องกันผมหงอกง่ายๆ ด้วย อาหาร 5 ชนิด

1. สาหร่าย
สาหร่ายเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในทุกวัน ได้แก่ โนริที่ใช้ห่อข้าวปั้น วากาเมะและคอมบุที่นำมารับประทานในรูปแบบต่างๆ ได้แก่ เป็นน้ำซุปดาชิ สลัดและผงโรยข้าว เป็นต้น สาหร่ายอุดมไปด้วยไอโอดีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เม็ดสีที่มีชื่อว่า เมลาโนไซต์ (melanocyte) เพื่อสร้างเม็ดสีเมลานินซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดสีดำของเส้นผม

2. งาดำ
งาดำเป็นหนึ่งในอาหารที่คนญี่ปุ่นรับประทานในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบการนำมาโรยข้าว เป็นเครื่องดื่มและแยม เป็นต้น งาดำนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณค่าต่างๆ เช่น แอนโทไซยานินซึ่งมีประโยชน์ในการกระตุ้นการสร้างเซลล์เม็ดสีของผม ธาตุเหล็กช่วยส่งเสริมการไหลเวียนที่ดีของเลือดบนหนังศีรษะ และลิกแนนซึ่งมีบทบาทสำคัญในการลดการเกิดผมหงอกที่มีสาเหตุมาจากความชราภาพ

3. ชีส
หนึ่งในสาเหตุของการลดลงของเม็ดสีเมลานินคือการที่ร่างกายขาดกรดอะมิโนไทโรซีน การรับประทานชีสเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายรับปริมาณกรดอะมิโนไทโรซีนในปริมาณที่เพียงพอเพื่อป้องกันไม่เกิดผมหงอก โดยทั่วไปชีส 100 กรัมจะให้กรดอะมิโนไทโรซีนประมาณ 1,000 มิลลิกรัม ปริมาณไทโรซีนที่ควรรับในแต่ละวันอยู่ในช่วงระหว่าง 500 มิลลิกรัม ถึง 2,000 มิลลิกรัม ดังนั้นการรับประทานชีส 50 ถึง 200 กรัม ก็เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้เกิดผมหงอกก่อนวัยได้

4. ขิง
ขิงเป็นสมุนไพรที่รับประทานแล้วช่วยให้เกิดการไหลเวียนที่ดีของเลือด เมื่อมีการไหลเวียนเลือดที่ดีก็จะทำให้สารอาหารถูกนำไปสู่รากผมและหนังศีรษะได้มากขึ้น ส่งผลให้ผมมีสีดำงดงาม การกินขิงจึงเป็นวิธีป้องกันผมหงอกง่ายๆ สำหรับคนที่ชอบทานขิงหรือสามารถทานขิงได้

5. หอยนางรม
หอยนางรมเป็นหอยที่หารับประทานได้ง่ายในญี่ปุ่นทั้งในรูปแบบหอยสด หอยทอด และหอยย่าง หอยนางรมอุดมไปด้วยทองแดงซึ่งเป็นธาตุสำคัญในกระบวนการสร้างเม็ดสีเมลานิน ทั้งนี้ปริมาณที่แนะนำให้รับประทานเพื่อให้ได้ประโยชน์ต่อร่างกายสูงสุดต่อวัน คือ หอยนางรมเพียง 2 ตัวก็ให้ปริมาณทองแดงที่เพียงพอต่อการสร้างสีผม

ผมหงอกเกิดจากหลายสาเหตุได้แก่ ความเครียด การสูบบุหรี่ การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ โรคบางชนิด และการใช้สารเคมีกับผมในปริมาณที่มากเกินไป เป็นต้น นอกจากวิธีป้องกันผมหงอกง่ายๆ ด้วย อาหาร 5 ชนิด ที่เรานำมาแล้ว การป้องกันการเกิดผมหงอกที่ดีนั้นทำได้โดยพยายามใช้ชีวิตให้มีความสุขง่ายๆ ไม่เครียดบ่อย งดสูบบุหรี่ รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินบี 12 ให้เพียงพอ ลดการใช้สารเคมีที่รุนแรงต่อเส้นผม นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 

7 เรื่องน่าแปลกใจในญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศที่น่าค้นหาและน่าไปเที่ยวมากๆ และก็มีบางอย่างที่เราพอจะทราบกันดีอยู่แล้ว แต่บางครั้งสิ่งที่เราได้ยินมาอาจไม่เทียบเท่ากับการที่เราได้ไปสัมผัสเอง บทความนี้ ขอยก 7 เรื่องน่าแปลกใจในญี่ปุ่น ถ้าใครไปญี่ปุ่นมาแล้วคงเห็นด้วยตามๆกัน มาดูกันดีกว่า 7  เรื่องที่ว่านี้จะมีอะไรกันบ้าง

1. มองไปทางไหนก็มีแต่ของน่ารักๆทั้งนั้น

ถ้าเป็นประเทศอื่นแล้วละก็เราอาจจะเห็นของน่ารักๆเพียงแค่ของเด็กๆหรือตามโรงเรียนหญิงต่างๆ แต่ไม่ใช่กับที่ประเทศญี่ปุ่นแน่นอน ของน่ารักๆต่างๆยังสามารถพบเห็นทั่วไปแม้แต่ของผู้ชายยังมีความน่ารักซ่อนอยู่

2. ญี่ปุ่นไม่ได้ไฮเทคไปซะทุกอย่าง
เพื่อนๆคงเคยได้ยินเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆของประเทศญี่ปุ่นมาบ้างแล้ว โดยเฉพาะห้องน้ำในญี่ปุ่น แต่น่าแปลกเพราะในทางตรงข้ามกับเทคโนโลยีที่มีอยู่นั้น ห้องน้ำในญี่ปุ่นมักจะไม่มีเครื่องเป่ามือ และสบู่ล้างมือ

3. ความมีน้ำใจของคนญี่ปุ่น
ถึงแม้ว่าญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่ไม่พูดภาษาอังกฤษอย่างแพร่หลายเหมือนประเทศอื่นๆในเอเชีย แต่พวกเขาก็พร้อมจะช่วยเหลือนักท่องเที่ยวหรือผู้เดือดร้อนเสมอๆ โดยไม่มีการรีรอที่จะช่วยเหลือ

4. ความใจดีที่บางครั้งก็น่าประหลาดใจ
การไปเที่ยวในต่างแดนหรือต่างเมืองโดยคนทั่วไปจะต้องมีการระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว อย่างเวลาไปเมืองที่เราไม่คุ้นเคยเราอาจเจอคนแปลกหน้าที่ไม่หวังดี หรือต้องการบางสิ่งบางอย่างจากตัวเรา อย่างเรื่องของนักท่องเที่ยวต่างชาติคนหนึ่งได้ไปที่ สวนสัตว์ยูเอโนะ เขาพบกับชายคนหนึ่งเข้ามาถ่ายรูปแล้วถามว่าอยากได้ของอะไรมั้ย เป็นใครใครก็คิดว่าผู้ชายคนนี้เค้าอาจต้องการเงินหรือบางสิ่งบางอย่างจากเราก็ได้ แต่ชายคนนั้นไม่เอาเงินกลับยื่นของขวัญให้ จากการไปเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติคนนั้นทำให้เขาคิดว่าอย่าด่วนสรุปว่าคนที่เข้ามาหาไม่ดีทุกคน

5. รายการทีวีที่สร้างสรรค์เหมือนกับจินตนาการ
เคยดูรายการของประเทศญี่ปุ่นกันใช่มั้ย หลายๆคนคงเห็นได้ว่ารูปแบบของรายการญี่ปุ่นนั้นมีความคิดสร้างสรรค์มากและมีการนำเสนอในรูปแบบที่ต่างจากประเทศอื่น มีการแข่งขันฮาๆหรืออย่างที่บ้านเราซื้อลิขสิทธิ์มาก็เยอะอยู่ไม่น้อยค่ะ

6. เจ้าแม่เรื่องธีม
นอกจากจะมีความสร้างสรรค์ของรายการทีวีแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่โดดเด่นก็คือ การมีธีมต่างๆตามร้านกาแฟหรือร้านอาหาร เป็นตัวดึงดูดความสนใจในการเรียกลูกค้า คาเฟ่สัตว์ต่างๆ อย่างคาเฟ่แมว ที่ปัจจุบันประเทศไทยกำลังฮิตกันอยู่ช่วงนี้

7. ที่สุดของตู้หยอดเหรียญ (ตู้ของที่ระลึก)
ถ้าให้เปรียบกับบ้านเราแล้วล่ะก็ ตู้หยอดเหรียญบ้านเราจะไม่ค่อยฮิตกันเท่าไหร่ส่วนใหญ่เป็นแค่ตู้กดน้ำที่จะเห็นได้ตามทั่วไป แต่ที่ประเทศญีปุ่่นนั้น เราสามารถเจอตู้หยอดเหรียญได้แทบทุกที่และยังมีความหลากหลายของสินค้าให่้เราเลือก เพียงแค่หยอดเหรียญเราก็สามารถได้ของน่ารักๆกลับบ้านมาได้

สำหรับประเทศญี่ปุ่นนั้นอาจจะยังมีเรื่องน่าแปลกใจอีกมากมาย แต่เราไม่ได้ยกตัวอย่างมาก หากใครได้พบเจอเรื่องน่าแปลกใจในญี่ปุ่นก็สามารถแบ่งปันแชร์ความรู้กับเพื่อนๆของตัวเองได้ เพราะเรื่องน่าแปลกใจต่างๆนั้น เราไม่จำเป็นต้องเก็บไว้คนเดียวก็ได้

บ้านกับแสงสว่างของหลอดไฟ

 

สิ่งของในบ้านนั้นหากจะขาดไม่ได้เลยก็คือแสงไฟ แต่การเลือกแสงของหลอดไฟนั้นก็มีความสำคัญอยู่ เพราะเราต้องใช้แสงจากหลอดไฟให้สอดคล้องกับกิจกรรมที่เราทำภายในบ้านด้วย หากเลือกใช้แสงไฟแบบผิด ๆ ก็อาจจะมีปัญหาตามมาได้ เช่น การใช้หลอดไฟสีส้มในห้องอ่านหนังสือ ก็จะทำให้เราใช้สายตาเพ่ง และทำให้เกิดอาการปวดตาตามมาในที่สุด วันนี้เราจะพาคุณมาทำความรู้จักกับหลอดไฟแต่ละโทนสีว่าเหมาะกับการใช้ในสถานที่แบบไหน

Daylight White
หลอดไฟแบบนี้ให้โทนแสงสว่างกว่าแบบแรก จะช่วยให้มองเห็นสิ่งต่างๆ ได้ชัดขึ้น เป็นแนวโทนสีฟ้า ให้ความรู้สึกสดใส มีสไตล์ที่สดชื่น โดยส่วนใหญ่หลอดไฟแบบนี้มักจะนำมาประดับตกแต่งในห้องทำงาน ห้องสำนักงาน ห้องครัว มากกว่าห้องนอน แต่ถ้าเป็นห้องนอนก็สามารถนำมาติดได้เหมือนกัน เพียงเลือกมุมที่ต้องการแสงสว่างให้เพียงพอ นอกจากจะให้ความสวยงามแล้ว หลอดไฟ Day Light ยังจะช่วยเพิ่มแสงสว่างให้กับห้องได้อย่างชัดเจนอีกด้วย มักนิยมใช้ติดตั้งภายในบ้านในหลายๆ จุด

Cool White
หลอดไฟแบบนี้มีลักษณะเป็นการผสมผสานระหว่างแบบแรกกับแบบที่สอง มารวมคุณสมบัติด้วยกัน มีระดับแสงที่ลดความอุ่นทั้งของแสงสีส้ม และลดความสว่างของแสงเดย์ไลท์จากสีฟ้า ทำให้เป็นสีแนวกลางๆ มีความสมดุล เป็นแสงสีขาวนวลตา ให้ความรู้สึกทั้งผ่อนคลาย สบายตาในขณะเดียวกันก็ให้แสงสว่างที่ชัดขึ้นกว่าแบบ Warm White สามารถนำหลอดไฟในลักษณะนี้ประยุกต์ใช้ได้กับทุกห้องภายในบ้าน ทั้งบริเวณภายในบ้านและนอกบ้าน เป็นแสงไฟที่จะช่วยในเรื่องความสมดุล เป็นแนวที่ให้ความสว่างแบบพอดีๆ

Warm White
หลอดไฟแบบนี้มีสีที่เป็นโทนสีอุ่น ให้ความนุ่มนวล โทนออกโทนสีทองส้ม สีแบบนี้เหมาะสำหรับใช้การตกแต่งมากกว่าความต้องการแสงสว่างที่ชัดเจน เป็นแสงนวลๆ อาจจะใช้ในส่วนมุมสวนของบ้านที่มีแสงสะท้อนกับวัสดุให้แสงสีทอง ทำให้บริเวณพื้นที่ดูงดงาม เป็นแสงที่ให้ความรู้สึกโรแมนติก ผ่อนคลาย เราจะสังเกตได้ว่าโรงแรมโดยส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้แบบนี้ เพื่อเพิ่มความมีมิติให้กับที่พัก ดูอบอุ่น สลัวๆแต่ให้ความรู้สึกสบาย

สุดท้ายนี้ ห้องนอน คือพื้นที่ที่ต้องใช้เพื่อการพักผ่อน เพื่อให้ร่างกายผ่อนคลายและสบายใจที่สุด แสงของหลอดไฟที่ใช้จะแตกต่างออกไปจากห้องอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง เพราะควรเลือกใช้ไฟที่ไม่สว่างมาก เพื่อความสบายตา ซึ่งหลอดไฟที่เหมาะที่สุดคือ หลอดไฟ Warm White นั่นเอง

เคล็ดลับ ให้ผู้ชายคิดถึงเราตลอดเวลา

    เกิดเป็นหญิงนั้นแท้จริงแสนลำบาก เพราะนอกจากจะต้องดูแลเสื้อผ้าหน้าผมให้เป๊ะตลอดเวลาแล้ว การวางตัวก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ซึ่งหากสาวๆ อยากให้ผู้ชายคิดถึงเราตลอดเวลาจะมีเคล็ดลับอย่างไรนั้น วันนี้เรามีคำตอบมาฝากกัน

1.ทำให้เขามีความสุขเมื่ออยู่กับคุณ
เมื่อคุณทั้งสองได้ใช้เวลาอยู่ด้วยกัน ทั้งกินข้าว ดูหนัง ฟังเพลง คุณอย่ามัวแต่ทำตัวเรียบร้อยหรือเหนียมอายจนเขาอึดอัด อย่าลืมพูดเล่นให้เขารู้สึกผ่อนคลายและมีความสุขเมื่ออยู่ใกล้คุณบ้าง เท่านี้เขาก็จะเฝ้าแต่คิดถึงคุณตลอดเวลาแล้ว

2.ดูแลตัวเองให้สวยเสมอ
การดูแลตัวเองให้คุณดูดีอยู่เสมอ จะทำให้หนุ่ม ๆ คิดถึงคุณตลอดเวลา ผมต้องสวย ไม่กระเซอะกระเซิง ยุ่งเหยิง เนื้อตัวต้องสะอาดตลอดเวลา และที่สำคัญอย่าลืมดูแลเรื่องกลิ่นกายให้หอมมีเสน่ห์ ชวนหลงใหลด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้คือความประทับใจแรกพบที่จะทำให้หนุ่ม ๆ เก็บเอาคุณไปแอบคิดถึงต่อไปนั่นเอง

3.รู้จักเล่นตัว
ผู้ชายชอบเป็นฝ่ายล่ามากกว่าถูกล่า เขาคงไม่โอเคที่คุณจะตามติดเขาเช้าถึงเย็นถึงตลอดเวลา ดังนั้นหากต้องการให้หนุ่มที่คุณหมายปองเป็นฝ่ายคิดถึงคุณบ้าง ก็ควรจะเล่นตัวกับเขาบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ตอบข้อความช้า ๆ หรือไม่ต้องตอบรับทุกเดท เท่านี้เขาก็จะเป็นฝ่ายกระวนกระวายและกลับมาตามติดคุณเองแล้ว

4.เซอร์ไพรส์เขาบ้าง
สิ่งหนึ่งที่จะทำให้หนุ่ม ๆ เขาคิดถึงคุณได้ก็คือ การเซอร์ไพรส์ให้เขาประหลาดใจเล่น ทั้งการแวะไปหาโดยไม่บอกกล่าว หรือซื้อขนมไปฝากโดยไม่ใช่โอกาสพิเศษ จะยิ่งทำให้เขาประทับใจจนลืมคุณไม่ลง และคิดถึงตลอดเวลาอย่างแน่นอน

5.พูดทีเล่นทีจริงบ้าง
มารยาหญิงมีตั้งร้อยเล่มเกวียน เอามาใช้แค่ 50 เล่มเกวียนก็ทำให้หนุ่ม ๆ สยบราบคาบกับมนต์เสน่ห์ของคุณได้แล้ว ยกตัวอย่างง่าย ๆ ได้แก่ การหยอดมุกเสี่ยวไปบ้าง การมองตาเขาโดยไม่หลบบ้าง เห็นหนุ่ม ๆ เก๊กท่าขรึมแบบนี้ เชื่อเถอะว่าเขาเขินคุณในใจอย่างแน่นอน

6.ทำให้เขาเดาทางคุณไม่ถูก
บางทีการที่เผยความในใจให้เขารู้ทุกเรื่อง อาจทำให้เขามองคุณเป็นของตายได้ ดังนั้นสิ่งที่จะสยบเขาให้หลงคิดถึงแต่คุณด้วยวิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ หายไปบ้าง ไม่ตอบรับทุกเดทบ้าง การทำตัวให้เขาเดาทางไม่ออกจะทำให้เขายิ่งสนใจคุณมากกว่าเดิมอย่างแน่นอน

    อ่านดูแล้วไม่ยากเลยใช่ไหม กับวิธีการที่จะทำให้ชายหนุ่มคิดถึงแค่คุณ ผู้หญิงทุกคนล้วนแล้วแต่มีเสน่ห์อยู่ในตัวเอง หากเรามัวแต่สงวนท่าทีราวกับเป็นกุลสตรีในยุคต้นรัตนโกสินทร์ ชาตินี้ทั้งชาติก็คงต้องเป็นโสดนอนเหี่ยวเฉาอย่างไม่ต้องสงสัย การเปลี่ยนตัวเองคือสิ่งที่จะทำให้ชายหนุ่มมาสยบแทบเท้าและคิดถึงแค่คุณคนเดียวเท่านั้น

สวยแม้วันฝนตก กับ 7 ไอเทมกันฝน

     สำหรับสาวๆ ชาวออฟฟิตนั้น อาจจะเคยพบกับเหตุการณ์ที่พอจะเลิกงานปุ๊บ เจ้าฝนเจ้ากรรมก็ตั้งเค้าทำท่าจะตกทันที พอเจออย่างนี้แล้วจะรีบกลับก่อนฝนตกก็ไม่ได้ ต้องรอให้ถึงเวลาเลิกงานก่อน ถึงจะกลับได้ กว่าจะได้กลับฝนก็ตกหนักสะแล้ว อยากรีบกลับก็รีบ แต่ทั้งรถที่ติดและฝนที่ตกหนักอีก สภาพของเราคงจะเปียกปอนทรหดน่าดู วันนี้เราจึงอยากมาแนะนำบทความ สวยแม้วันฝนตก กับ 7 ไอเทมกันฝนสำหรับสาวๆกัน ว่าจะมีอะไรบ้าง

1. ร่มดีไซน์สวย
ไอเทมสำคัญที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับหน้าฝนนี้ เป็น Must have อย่างร่มที่ต้องพกติดตัวไว้ เชื่อได้เลยว่าถ้าวันไหนสาวๆ ลืมพกร่มไป แล้วฝนดันตกขึ้นมา ก็ต้องเสียเวลารอให้ฝนหยุดอยู่ในที่ร่ม แบบนี้จะยิ่งเพิ่มความหงุดหงิด แถมยังทำให้ไม่สบายอีกต่างหากหากเดินตากฝน อย่างไรก็แล้วแต่ควรมีถุงพลาสติกสักชิ้นสองชิ้นไว้เก็บร่มที่เปียกชุ่มหลังใช้เสร็จจะได้ไม่เลอะรถ หรือกระเป๋าของสาวๆ

2. เครื่องสำอางค์กันน้ำ
ขาดเธอเหมือนขาดใจจริงๆ สำหรับเครื่องสำอาง ไอเทมสุดรักของสาวๆ แต่หน้าฝนนี้ แนะนำว่าขอเป็นแบบกันน้ำไว้ปลอดภัยที่สุดนะ เวลาที่บังเอิญโดนฝนเข้า มันจะได้ไม่เลือนหาย หรือเลอะหน้าเป็นหมีแพนด้า เครื่องสำอางค์กันน้ำจึงเป็นไอเทมกันฝนที่สำคัญมากๆ

3. รองเท้ายาง/รองเท้าแตะ
จะใส่รองเท้าส้นสูงหรือสนีกเกอร์เดินลุยในช่วงหน้าฝนคงไม่ใช่ความคิดที่ดีเท่าไหร่ ถ้าอยากจะเดินท่ามกลางสายฝนได้แบบลุย ๆ โดยที่ไม่ต้องกลัวว่ารองเท้าจะเปียกและอับชื้น ต้องใส่รองเท้าแตะหรือรองเท้ายางจะดีกว่า รองเท้าที่สามารถใส่ลุยน้ำได้แบบสบาย ๆ ที่สำคัญแห้งเร็ว ไม่อับชื้น ซึ่งสาว ๆ สามารถเลือกใส่ตามเทรนด์แฟชั่นได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้าแตะสีสันสดใส รองเท้ายางแบบหนีบ แบบสวม และแบบรัดส้น หรือแม้แต่ส้นสูงก็มีให้สาว ๆ ได้เลือกเยอะแยะเชียว

4. หมวกแก็ป
หากสาวๆไม่ชอบพกร่ม ก็ลองพกหมวกแก็ปแทน เอาไว้ใช้ในช่วงเวลาที่ฝนตกเบาๆ ดูดีแบบแฟชั่นนิสต้าในวันฝนพรำ แถมช่วยป้องกันหวัดอีกด้วย ดีกว่าปล่อยโล่งให้ฝนโดนผมเปียกจนเป็นหวัดนะ แต่ถ้าฝนตกหนักๆ ก็ตัวใครตัวมัน หมวกน่าจะไม่ช่วยนะ

5. กระเป๋ากันน้ำ
กระเป๋าสุดที่หวงราคาแพงอาจเสียหายได้เมื่อโดนฝน ดังนั้นกระเป๋าที่ใช้ในหน้าฝนนี้อาจลองใช้เป็น “กระเป๋ากันน้ำ” หรือราคาไม่แพงจะดีกว่า เพราะถ้าเป็นกระเป๋าผ้าหรือกระเป๋าหนังใบโปรดมีหวังโดนน้ำเข้าไปจะต้องมีพังเสียหาย น้ำตาตกกันแน่ๆ ทางที่ดีควรเลือกกระเป๋าที่มีคุณสมบัติกันน้ำได้จะอุ่นใจเป็นอย่างยิ่งรับรองฝนตกเท่าไรก็ไม่มีหวั่นแน่นอน

6. ทิชชู่เปียก
อย่าลืมพกทิชชู่เปียกไว้ทำความสะอาดเนื้อตัวที่เปียกปอนจากฝน น้ำอาจกระเด็นกระดอนโดนขาเรา หรือ make-up ที่บรรจงแต่งมาอาจหลุดเลอะได้ อีกทั้งทิชชู่เปียกยังช่วยฆ่าเชื้อโรคได้และทำความสะอาดไปในเวลาเดียวกัน

7. ชุดกันฝน
ไอเทมนี้ก็สำคัญพอๆ กับร่มเลยคือเสื้อกันฝน! เดี๋ยวนี้มันไม่ได้มีแต่หนาๆ อย่างเดียวแล้วนะ มันมีแบบบาง หาซื้อก็ง่ายแสนง่ายแถมพกสะดวกอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีเสื้อกันฝนแบบใส เอาใจสาวๆ ที่อยากแต่งตัวตามแฟชั่นแบบสนุกๆ ในวันฝนพรำด้วย

9 วิธีรักษาความสัมพันธ์ ให้ความรักยืนยาว

     เมื่อเรามีความสัมพันธ์กับใครสักคนหนึ่ง เราก็คงอยากรักษาความสัมพันธ์นั้นให้อยู่ไปนานๆ แต่การรักษาความสัมพันธ์นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะทุกความสัมพันธ์นั้นย่อมมีวันจืดจางได้ ฉะนั้นถ้าเราอยากจะรักษาความสัมพันธ์ดีๆ เอาไว้ เราก็ต้องมีความพยายามด้วย วันนี้เราจึงมีบทความ 9 วิธีรักษาความสัมพันธ์ ให้ความรักยืนยาว มาฝากทุกคนกัน เพื่อเพิ่มความสัมพันธ์อันดีของคุณและคนรัก ให้ความรักคงอยู่อย่างยาวนาน

วิธีรักษาความสัมพันธ์

1. มีงานอดิเรกที่ทำร่วมกัน
การมีงานอดิเรกร่วมกันนั้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะช่วยให้กระชับความสัมพันธ์ของเรามากขึ้น เพราะเมื่อคุณทั้ง 2 มีงานอดิเรกที่ชอบร่วมกันนั้นจะก่อให้เกิดความเข้าใจซึ่งกันและกัน มีการใช้เวลาว่างร่วมกัน แต่ก็ควรมีระยะห่างบ้างไม่ก้าวก่ายกัน 

2. เคารพพื้นที่ส่วนตัวซึ่งกันและกัน
คนรักกันมักจะอยากที่จะอยู่ด้วยกัน ใกล้ชิดกัน แต่อย่าลืมว่าทุกคนก็ต้องการมีเวลา และพื้นที่ส่วนตัวของตัวเอง และแต่ละฝ่ายก็ควรที่จะเคารพพื้นที่ส่วนตัวของกัน และกัน หากคุณมีระยะห่างให้คนรักบ้าง ก็จะทำให้ความรักของคุณไม่อึดอัด

3. ไปเที่ยวด้วยกัน
ไม่จำเป็นต้องไปไหนไกลๆ ใช้เงินเยอะๆ ทานข้าวหรูๆ แค่พวกคุณหาเวลาว่างเจอกัน และไปเที่ยวด้วยกัน ใช้เวลาร่วมกัน ทานข้าวสักมื้อร่วมกัน ก็เป็นการฟื้นฟูความรักของคุณได้ดีแล้ว

4. ไม่ทะเลาะกันข้ามวันข้ามคืน
เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดการทะเลาะ ไม่ควรที่จะทะเลาะกันแบบข้ามวันข้ามคืน ไม่คุยกัน มัวแต่รอให้อีกฝ่ายง้อ แต่ควรหันหน้าคุยกัน พูดคุยด้วยเหตุผล อะไรคือสาเหตุของการทะเลาะ และจะแก้ไขอย่างไร

5. บอกรักกันบ่อยๆ
หลายๆ คนชอบบอกว่า บอกรักบ่อยๆ ไม่ดีหรอก เดี๋ยวไม่ขลัง แต่คิดดูสิ การได้ยินคนที่เรารัก บอกรักเราทุกๆ วัน ไม่ใช่แค่เพียงโอกาสสำคัญ ก็ดีไม่ใช่น้อยเลยนะ ไม่ว่าจะเหนื่อยมาจากไหน ได้ยินคำว่ารัก จากคนที่รัก ก็มีกำลังใจขึ้นมาเลยทีเดียว

6. ใช้ชีวิตของตัวเอง
คู่รักที่มีความสุข ไม่จำเป็นต้องชอบอะไรเหมือนๆ กัน ทำงานสายงานเดียวกัน คุณทั้ง 2 คน สามารถที่จะมีชีวิตเป็นของตัวเอง ทำตามความฝันของตัวเองได้ ไม่ยึดติดชีวิตตัวเองไว้กับอีกฝ่ายมากเกินไป ขอแค่เพียงรักกัน และประคับประคองกันแบบห่างๆ ก็เพียงพอ

7. ทานข้าวด้วยกัน
เป็นไปได้ยากที่คุณ และคนรัก จะทานข้าวด้วยกันในทุกๆ มื้อ แต่อย่างน้อยพยายามที่จะ หาเวลาทานข้าวด้วยกัน 1 มื้อ ใช้เวลาร่วมกัน

8. สนับสนุนความฝันซึ่งกันและกัน
คุณ และคนรัก อาจจะมีความฝันที่ไม่เหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นเรื่องปกติเสียด้วยซ้ำ และถึงแม้ว่าความฝันของคุณทั้ง 2 จะไม่เหมือนกัน แต่คุณก็ควรที่จะสนับสนุนความฝันซึ่งกันและกัน

9. มีความเชื่อใจให้แก่กัน
ความเชื่อใจเป็นสิ่งที่สำคัญของความสัมพันธ์ คุณจะมีความสุขมากขึ้น ถ้าคุณเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งคุณเองก็ควรที่จะทำให้อีกฝ่ายสบายใจ และเชื่อใจด้วย คนที่มีความรักต่อกันนั้น ควรจะมีความจริงใจต่อกันมากๆ ไม่ทำให้อีกคนคอยระแวง

เครื่องฟอกอากาศ ช่วยอะไรบ้าง


เวลาที่เราออกไปข้างนอกนั้นเราต้องพบเจอกับปัญหาฝุ่น ควัน และมลภาวะมากมาย จะให้หลีกเลี่ยงตลอดก็คงจะยาก แต่ไม่ใช่ว่าข้างนอกเท่านั้นที่นำปัฐหาสุขภาพมาให้เรา ในบ้านเรานั้นก็มีควันพิษ ฝุ่น และเชื้อไวรัส ที่แอบหลบอยู่ แล้วเราก็ไม่สามารถมองมันเห็นด้วยตาเปล่าด้วย เราจึงมีความกังวลว่าอากาศภายในบ้านของเรานั้นสะอาดจริงรึเปล่า เครื่องฟอกอากาศ จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราสามารถใช้ติดตั้งไว้ในบ้านเพื่อช่วยกรั่นกรองอากาศที่ไม่ดีได้

 ทำไมถึงต้องมีเครื่องฟอกอากาศ

  • เครื่องฟอกอากาศช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น อากาศที่สะอาดก็เหมือนได้ช่วยฟอกปอดให้แข็งแรง เพราะการได้สูดดมอากาศที่สดชื่น ย่อมมีผลให้ร่างกายได้รับแต่สิ่งที่ดีและลดการทำงานหนักของปอดลงได้ ส่งผลไปถึงสุขภาพที่แข็งแรงมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ช่วยลดอาการกำเริบของภูมิแพ้ มีหลายคนที่เลือกใช้เครื่องฟอกอากาศเป็นตัวช่วยที่ทำให้อากาศภูมิแพ้ดีขึ้น ไม่กำเริบบ่อย ๆ
  • ช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น หลายคนมีปัญหาเรื่องการนอนหลับ ไม่ว่าจะเป็น นอนหลับไม่สนิท หรือหลับๆ ตื่นๆ อ่อนเพลีย พักผ่อนไม่เพียงพอ เนื่องมาจากสภาวะอากาศและฝุ่นละออง ซึ่งเครื่องฟอกอากาศจะทำให้ปัญหาเหล่านี้จะค่อย ๆ ลดลงไปและทำให้นอนหลับสนิทตลอดคืน
  • ช่วยป้องกันโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ที่อาจเกิดจากฝุ่น เชื้อแบคทีเรีย เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะว่าในอากาศนั้นเต็มไปด้วยฝุ่นละอองและอะไรหลาย ๆ อย่างที่มีอนุภาคเล็กมากจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ต่าง ๆ เครื่องฟอกอากาศจะช่วยกรองสิ่งต่างๆเหล่านี้เพื่อให้ทุกคนได้สูดอากาศที่ปลอดภัยที่สุด

     ในปัจจุบันเทคโนโลยี เครื่องฟอกอากาศ ได้ถูกพัฒนาให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อเป็นเครื่องมือที่จะช่วยทำความสะอากาศรอบตัวเรา ให้มีความสะอาด สดชื่น และปลอดภัยต่อร่างกายของเรา เมื่ออากาศดีขึ้น ปอดของเราก็จะทำงานได้ดีขึ้น ลดการเกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ลดอาการภูมิแพ้ ทำให้นอนหลับได้ดีขึ้น และการเลือกเครื่องฟอกอากาศนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน

วิธีสังเกต หน้ากากอนามัย ดูอย่างไรว่าเป็นแบบมีคุณภาพ หรือ ของปลอม


วันนี้เรามีวิธีสังเกต หน้ากากอนามัย ว่าแบบไหนจะเป็นหน้ากากอนามัยที่มีคุณภาพ หรือเป็นของปลอม เรามีวิธีเช็คง่ายๆ มาให้ทุกท่านได้ลองเช็คกันดู เพื่อที่เวลาเราเลือกซื้อจะได้ของที่มีคุณภาพ ไม่ถูกหลอกขายกัน

      ตอนนี้หน้ากาอนามัยนั้นเป็นสินค้าที่มีออกมาขายกันเป็นอย่างมาก เพราะมีการระบาดของไวรัสโคโรน่า การที่เราจะใช้หน้ากากอนามัยให้ป้องกันไวรัสได้ดี เราต้องใช้ของที่มีคุณภาพ และในตอนนี้นั้นก็มีทั้งของคุณภาพดี และคุณภาพต่ำออกมา จึงอาจทำให้ผู้คนที่ต้องการซื้อนั้นเกิดความข้องใจ ว่าหน้ากากอนามัยที่ซื้อมานั้นเป็นของปลอมหรือไม่ เราจึงมีวิธีให้ท่าได้สังเกตดังนี้

      1. ซื้อมาจากแหล่งไหน ถ้าเป็นพวกร้านค้ามาตรฐาน พวกร้านขายยา ขายอุปกรณ์ก่อสร้าง ขายเครื่องมือแพทย์ ที่จดแจ้งถูกต้องส่วนมากนั้นจะไม่มีปัญหา แต่ถ้าซื้อจากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือก็อาจต้องเตรียมใจ
      2. ต้องดูร่องรอยของการตัดเย็บ ถ้าหน้ากากปลอมหรือของห่วย ๆ ตะเข็บจะเย็บแบบชุ่ย ๆ
      3. หน้ากากอนามัยที่ดี มีคุณภาพ ต้องสะอาด ไม่มีรอยเปื้อน ไม่มีกลิ่นผิดปกติใด ๆ ทั้งสิ้น
      4. ปกติหน้ากากอนามัยจะมีสามเลเยอร์ ถ้าดูแล้วบางแปลก ๆ หรือถู ๆ ดูแล้วเจอแค่เลเยอร์เดียวหรือสองเลเยอร์ น่าจะไม่ใช่หน้ากากอนามัย หรือไม่ก็ของปลอมกับด้อยคุณภาพ
      5. ถ้าเอานิ้วถู ๆ บนหน้ากากแล้วมีฝุ่นฟุ้งขึ้นมา ก็ทำใจได้เลย แย่หน่อยคือหน้ากากปลอม หนักสุดคือหน้ากากใช้แล้ว เปื้อนเสมหะ เอาไปซักแล้วแพ็กกล่องมาขายเป็นหน้ากากใหม่

Starbuck เริ่มใช้เทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “Deep Brew” มาปรับปรุงประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า “Deep Brew” เทคโนโลยี AI จาก Starbucks รวมทั้ง Microsoft

ปัจจุบันนี้ดูเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆมากมายแบรนด์จะเริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่แปรไปรวมทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามามีหน้าที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสตาบัคก็เป็นเลิศแบรนด์ที่ใส่ใจแล้วก็เริ่มนำเทคโนโลยี AI (artificial intelligence) เข้ามาช่วยปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการตลาดแล้วก็ประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย AI ของสตาบัคที่ว่านั้นมีชื่อว่า ‘Deep Brew’

“Deep Brew” เป็นอย่างไร ?

        ‍Deep Brew เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงกันปรับปรุงของบริษัท Starbucks และก็ Microsoft Azure ซึ่ง Deep Brew นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่จะเข้ามายกฐานะประเด็นการมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า พร้อมกับเรื่องระบบการจัดการจัดแจงข้างในร้านค้าที่ดียิ่งขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน

“DeepBrew จะเข้ามาช่วยเพิ่มพลกำลังที่ขับประสบการณ์แบบ Personalized ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการแบ่งสรรบุคลากรรวมทั้งการจัดการจัดแจงสินค้าในสต็อกด้านในร้านค้า” – Kevin Johnson ตำแหน่ง CEO ของบริษัท Starbucks

โดย 4 สิ่งที่ Deep Brew เข้าไปช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของธุรกิจสตาบัคคือ

1. Mobile Pay

2. Digital Menu Board

3. Drive Thru

4. Voice Ordering

ต่อไปนี้ พวกเราทดลองไปดูกันว่าแต่ว่าละประสบการณ์นั้นมีเนื้อหาเช่นไร

1.Mobile Pay
        ‍ด้วยปริมาณของลูกค้าที่สมัครบัตรสมาชิกที่เยอะขึ้นในแต่ละปี ทำให้สตาบัคกำเนิดช่องว่างในการพัฒนาประสบการณ์แบบ Personalized ที่มากขึ้น

“Starbucks มีปริมาณลูกค้าที่เป็นพวก My Starbucks Rewards™ อยู่ที่ราว 17.6 ล้านคน ในช่วงท้ายของไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 ซึ่งมากขึ้นจากปีกลายหน้าถึง 15%”
ทำให้สตาบัคเลือกที่ปรับปรุงแอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้าที่เป็นพวกเพื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยหลักๆเป็นการที่สตาบัคนั้นเก็บข้อมูลของลูกค้าจากการกระทำการใช้แอพพลิเคชั่นของลูกค้า และก็ข้อมูลการค้าขาย (Transaction) ของลูกค้า เพื่อแอพพลิเคชั่นสามารถเสนอแนะเมนูอาหารและก็เครื่องดื่มของร้านค้าให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าถูกใจสูงที่สุด

2. Digital Menu Board
        ‍ระบบของ Deep Brew จะก่อให้กระดานรายการอาหารของแต่ละร้านค้าสามารถเชื่อมต่อกับสินค้าในสต็อกได้โดยตรง เว้นแต่แต่ละรายการอาหารจะสามารถอัพเดทได้แบบ Real-time แล้ว ในเรื่องที่ผลิตภัณฑ์หมดกระดานรายการอาหารก็มีการอัพเดทแบบอัตโนมัติ แน่ๆว่ามันก็จะไม่มีเหตุที่ลูกค้าสั่งแล้วจะต้องผิดหวังเนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์หมดอีก

3.Drive Thru

        ‍สำหรับบริการ Drive Thru พวกเขาได้เพิ่มส่วนที่เป็นรายการอาหารเสนอแนะเข้าไปในรายการอาหารที่จะแสดงบนจอการสั่งเครื่องดื่ม แต่ว่าการเสนอแนะรายการอาหารของก็ไม่ใช่การเสนอแนะแบบธรรมดาทั่วๆไปเฉยๆเพราะว่าด้วยเทคโนโลยี Deep Brew ระบบจะเสนอแนะเมนูอาหารแล้วก็เครื่องดื่มจากต้นเหตุต่างๆที่กำหนดเฉพาะพื้นที่มากเพิ่มขึ้นหมายถึงสถานที่ตั้งของร้านค้า ฤดู เวลา และก็สภาพภูมิอากาศ (ของในวันนั้นที่ลูกค้าไปซื้อ)

        ‍ด้วยเหตุนั้นรายการอาหารชี้แนะในจอสั่งเครื่องดื่มและก็ของกินของสตาบัคบน Drive Thru ก็จะต่างกันออกไปในแต่ว่าภูมิภาค ประเทศ หรือสถานที่ แบบอย่างให้เห็นภาพกล้วยๆก็อาทิเช่น แม้คุณไปใช้บริการที่ประเทศที่มีลักษณะอากาศหนาว ระบบก็บางทีอาจจะชี้แนะรายการอาหารเครื่องดื่มร้อน แต่ว่าถ้าหากคุณใช้บริการที่ประเทศมีลักษณะอากาศร้อน ระบบก็บางทีก็อาจจะเสนอแนะรายการอาหารเครื่องดื่มเย็นนั่นเอง

ซึ่งสิ่งนี้จะมีผลให้สตาบัคสามารถรองรับความต้องการของฐานลูกค้าทั่วโลกได้ดิบได้ดีขึ้น

4. Voice Ordering
        ‍อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สตาบัคปรับปรุงออกมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าก็คือ Voice Ordering หรือการสั่งเครื่องดื่มผ่านคำบัญชาเสียงนั่นเอง โดยลูกค้าสามารถใช้คำบัญชาเสียงเพื่อสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรด (สามารถบอกเนื้อหาในเครื่องดื่มได้ดังที่อยากได้) รวมทั้งรอคอยเพื่อออเดอร์นั้นมาส่งถึงที่ได้โดยง่าย

โดยลูกค้าสามารถสั่งใช้คำบัญชาเสียงเพื่อสั่งเครื่องดื่มได้ผ่านทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่างๆมากมายที่สตาบัคได้เข้าไปร่วมมือด้วย ยกตัวอย่างเช่น Alexa (Amazon) , แอพพลิเคชั่นในระบบ IOS (Apple) หรือแม้กระทั้ง Tmall Genie (Alibaba)

ซึ่งสิ่งที่ Deep Brew จะมีหน้าที่ในส่วนนี้ก็คือการเก็บข้อมูลผ่านเสียงพวกนั้นแล้วก็เอามาประมวลผลเพื่อเสนอแนะรายการอาหารเครื่องดื่มที่สมควรรวมทั้งชี้เฉพาะเฉพาะลูกค้าคนนั้นๆ

 

Starbucks กับความเจริญทางด้านเทคโนโลยี
        ‍เว้นเสียแต่ 4 สิ่งข้างบนที่สตาบัคได้นำ Deep Brew เข้ามาปรับปรุงประสบการณ์ให้กับลูกค้าสตาบัคแล้ว ในด้านการเพิ่มคุณภาพสำหรับในการบริหารจัดแจง สตาบัคก็ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วย เป็นต้นว่า การนำระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามาเก็บข้อมูลเครื่องชงกาแฟของแต่ละร้านค้าอย่างถี่ถ้วนเพื่อรู้ดีว่าเมื่อไรเครื่องชงพวกนั้นควรจะได้รับการบูรณะ หรือ ถุงกาแฟที่มาพร้อมทั้งบาร์โค้ดเพื่อลูกค้าสามารถสแกนผ่านแอพฯ และก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เกิดเม็ดกาแฟแต่ละถุงนั้นมีที่มายังไงกว่าจะมาถึงมือลูกค้าคนนั้น

        ‍สตาบัคนั้นถือได้ว่าหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เริ่มมีการปรับพฤติกรรมอย่างเอาจริงเอาจังสำหรับอนาคตของโลกเทคโนโลยีที่กำลังใกล้เข้ามา โดยพวกเขาได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาประสานกับบริการและก็เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆที่นับว่าเป็นหัวใจของธุรกิจ

        ‍ซึ่งส่วนตัวคนเขียนคิดว่า ด้วยเทคโนโลยี Deep Brew นี้จะมีผลให้สตาบัคสามารถเพิ่มประสบการณ์ (Customer Experience) ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนถึงท้ายที่สุด ทำให้ลูกค้าพวกนั้นชอบใจประสบการณ์และก็กลับมาซื้ออีกเรื่อย