Category: สุขภาพ

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี

สำหรับชีวิตคนเรานั้น มักจะใช้เวลาอยู่ที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น จึงใช้เวลาส่วนมากทำงานเป็นหลัก แต่การทำงานบางงานนั้นก็ต้องมีการใช้กล้ามเนื้อมืออยู่บ่อยๆ การทำงานที่ต้องใช้มืออยู่ในท่าเดิมหรือลักษณะเกร็งนาน ๆ เป็นประจำ มักจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือได้ 

วันนี้เราจึงมีบทความ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี มาฝากทุกคนที่กำลังประสบปัญหากัน เป็นการแนะนำวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน

กล้ามเนื้อมือชาเกิดจากอะไร
ไม่ว่าอาชีพหรือกิจกรรมใดที่ต้องใช้งานข้อมือและนิ้วมาก ๆ อย่างเช่นการเขียนหนังสือ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การจับอุปกรณ์เครื่องมือในท่าเดิมนาน ๆ ก็จะทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือและนิ้วมือได้ทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะเนื้อเยื่ออ่อนของมือมีความผิดปกติ โดยถ้าปล่อยทิ้งไว้จนโครงสร้างเนื้อเยื่ออ่อนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จะเกิดความเสี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บจนมีอาการรุนแรงมากขึ้น

ท่าบริหารกล้ามเนื้อข้อมือและแขน

  • ท่าที่ 1 ให้กระดกข้อมือขึ้นและลงอย่างช้า ๆ 20 ครั้ง พยายามเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุด
  • ท่าที่ 2 บิดข้อมือไปทางด้านซ้ายและด้านขวาอย่างช้า ๆ โดยให้ทำสลับกัน จำนวน 20 ครั้ง แต่ต้องระวังไม่ให้ฝืนเกินไปจนมีอาการบาดเจ็บมากขึ้น

ท่ายืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนที่รอบข้อมือ (ทำทั้งสองท่า 10 ครั้ง)

  • ท่าที่ 1 จับมือตรงส่วนหลังมือของข้างที่ต้องการยืด กดหลังมือลงอย่างช้า ๆ ให้รู้สึกตึง ทำค้างไว้ 5 วินาที
  • ท่าที่ 2 จับบริเวณนิ้วมือทั้ง 4 นิ้วของข้างที่ต้องการยืด จากนั้นค่อย ๆ ยืดในทิศที่กระดกข้อมือขึ้น โดยให้ทั้ง 4 นิ้วมีลักษณะเหยียดตรง ยืดให้ข้อมือรู้สึกตึงแล้วค้างไว้ 5 วินาที

ท่าบริหารให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรง

  • ท่าที่ 1 พยายามงอนิ้วมือโดยให้ปลายนิ้วแตะที่โคนนิ้วอย่างช้า ๆ ทั้ง 4 นิ้ว แบบไม่ต้องกำอุ้งมือเข้ามาจนสุด จากนั้นคลายออกจนนิ้วเหยียดตรง จำนวน 20 ครั้ง
  • ท่าที่ 2 กำลูกบอลบีบสำหรับบริหารมือไว้ในอุ้งมือ ค่อย ๆ ออกแรงบีบให้มากที่สุดแล้วคลายออก จำนวน 20 ครั้ง
  • ท่าที่ 3 ใช้มือถือถุงทรายที่มีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม แล้วกระดกข้อมือขึ้นให้มากที่สุดและค้างไว้ 2 วินาที จึงค่อย ๆ กระดกข้อมือลงในทางตรงข้าม ค้างไว้ 2 วินาทีเช่นกัน จำนวน 20 ครั้ง

เมื่อได้รู้แล้วว่า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี ทุกคนก็อย่าลืมนำวิธีที่เราได้นำมาบอกนั้นไปใช้กันนะ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศหรือการทำงานที่ต้องเกร็งมืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ควรทำการบริหารข้อมือกับนิ้วมือเพื่อคลายกล้ามเนื้อมือเป็นประจำ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันโรคมือชาที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับได้เป็นอย่างดี 

ไม่ควรกินผักดิบ

การทานผักถือเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเสมอไปคุณอาจจะกำลังคิดผิดแล้ว เพราะผักไม่ได้มีดีทั้งหมด แค่เพียงวิธีการรับประทานที่ไม่ถูกต้องก็คอยขัดขวางสิ่งที่จะทำให้คุณมีโอกาสที่จะได้รับสิ่งดีๆจากการรับประทานผักแล้ว ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดมาโดยตลอด โดยเฉพาะเมนูอาหารไทยพื้นบ้านที่มักนิยมนำผักสดมาทานแกล้มคู่กับอาหารจานโปรดหลายเมนู ทั้งเมนูน้ำพริก เมนูแกงเผ็ด เมนูก๋วยเตี๋ยว แต่วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจ และบอกให้คุณได้รู้ไว้ว่าผักชนิดใดบ้างที่ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะนำมากินตอนที่ยังไม่สุก แม้ว่ามันจะดูน่ารับประทานแค่ไหนก็ต้องอดใจไว้นะคะ ถ้ายังไม่อยากได้รับอันตราย แม้ว่าผักชนิดนั้นๆ จะถูกกล่าวอ้างว่ามีวิตามินสูง มีใยอาหารสูง หรือมีแร่ธาคุสูง ซึ่งล้วนแต่เป็นผลดีต่อสุขภาพมากมายทั้งนั้น แต่หากคุณรับประทานผักผิดวิธีการ ก็ยากที่จะดึงเอาคุณประโยชน์จากผักชนิดนั้นออกมาได้เต็มที่ ในทางตรงกันข้าม กลับดึงเอาโทษของมันมาใส่ตัวด้วยซ้ำ มาลองดูกันดีกว่าว่ามีผักชนิดใดบ้างที่จำเป็นต้องนำมาปรุงให้สุกด้วยวิธีที่ถูกต้องก่อน จึงจะสามารถเอร็ดอร่อยกับมันได้ มีงานวิจัยเรื่องคุณค่าทางโภชนาการของผักจากหลายสถาบัน ซึ่งหนึ่งในสถาบันที่น่าเชื่อถือในประเทศไทย ก็คือ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ทังนี้ ทางสถาบันฯเคยเปิดเผยถึงอันตรายจากการรับประทานผักดิบหลายชนิด เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้และไม่ลืมที่จะหลีกเลี่ยง ดังต่อไปนี้

  1. ถั่วงอก ถั่วงอกก็เป็นผักอีกหนึ่งชนิดที่พบได้บ่อยๆในอาหาร ผัดไท หรือก๋วยเตี๋ยว ซึ่งก็ล้วนแต่ใส่ถั่วงอกเพื่อเพิ่มความน่ารับประทานให้กับอาหารทั้งสิ้น และในบางครั้งคนไทยก็มักจะนิยมรับประทานถั่วงอกดิบ ซึ่งการรับประทานแบบนี้อาจทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการได้รับเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเชื้อแบคทีเรียที่เกิดจากการดูแลวัตถุดิบได้ไม่ดีเพียงพอ ทั้งนี้เพราะถั่วงอกเป็นผักชนิดหนึ่งที่เชื้อโรคเติบโตได้ดียิ่งต้องเก็บในอุณหภูมิเย็นที่มีความชื้นสูง ก็ยิ่งเสี่ยงต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรคได้มากขึ้น ดังนั้น บุคคลที่อ่อนแอ เด็กเล็ก หรือหญิงตั้งครรภ์ จะยิ่งมีความเสี่ยงของการได้รับสารปนเปื้อนจากการรับประทานผักดิบแบบนี้มากขึ้น วิธีป้องกันทำไม่ยากแค่เพียงแค่เรานำเอาถั่วงอกลงไปลวกให้สุกหรือไปผ่านความร้อนด้วยวิธีต่างๆให้สุก ก็จะช่วยให้เกิดความปลอดภัยในการรับประทานได้มากขึ้นแล้ว
  2. ถั่วฝักยาว ถั่วฝักยาวเป็นพืชชนิดหนึ่งที่เกษตรกรนิยมใช้ยาฆ่าแมลง เพื่อป้องกันการโดนแทะ กัด กิน ทำให้ได้ผักที่สวยงามและได้เป็นผลผลิตตามที่เกษตรกรตั้งใจ ดังนั้น ถั่วฝักยาวจึงเป็นผักที่เสี่ยงต่อการมีสารตกค้างสูง จึงไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะรับประทานแบบดิบๆ แต่สารเคมีก็สามารถจางหายไปได้หากเรามีวิธีการล้างและเตรียมที่ดีเพียงพอ นั่นก็คือ การแช่ในน้ำโดยอาจจะหักเป็นท่อนๆก่อนเพื่อให้น้ำสามารถซึมเข้าไปชะล้างสารเคมีได้ดีมากขึ้น นอกจากนี้ ก็ควรนำไปลวกให้สุกก่อนที่จะรับประทาน ก็จะช่วยให้ได้รับความปลอดภัยในการบริโภคผักชนิดนี้มากยิ่งขึ้น
  3. หน่อไม้ดิบหรือมันสำปะหลัง พืชชนิดนี้เป็นผักที่เติบโตในดิน ได้แก่ หน่อไม้ดิบหรือมันสำปะหลัง พืชทั้งสองนี้มีสารประกอบที่ชื่อว่า ไซยาไนด์ สารตัวนี้เป็นสารพิษที่มาจากธรรมชาติแต่สามารถกำจัดสารตัวนี้ออกได้หากจะนำไปต้มในน้ำเดือดประมาณ 10 นาที สารไซยาไนด์ก็จะลดลงได้สูงถึง 90% ดังนั้น หากคิดจะรับประทานพืชผักเหล่านี้ ต้องรู้วิธีในการกำจัดพิษที่ถูกต้อง ใครอยากจะรับประทานต้องทราบวิธีการกำจัดสารอันตรายเหล่านี้ออกไปก่อนได้อย่างถูกต้อง เพื่อประโยชน์และความอร่อยที่คุ้มค่า
  4. กะหล่ำปลี เป็นผักยอดฮิตที่สามารถพบเจอได้ในหลากหลายเมนูอาหาร ทั้งอาหารพื้นบ้านไทยหรืออาหารต่างชาติ ในความเป็นจริงแล้ว คนที่มีสุขภาพปรกติทั่วไปสามารถรับประทานกะหล่ำปลีดิบๆได้ แต่สำหรับผู้ป่วยบางกลุ่ม อย่างเช่น ผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์ หรือคนที่ปัญหาเกี่ยวกับการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ทำงานได้ต่ำกว่าปกติ ไม่ควรจะรับประทานกะหล่ำปลีดิบเด็ดขาด