Category: อาหาร

วิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำส้มสายชู

ในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมทำให้แบคทีเรียเจริญได้ง่าย ส่งผลให้อาหารบูดเน่าเสียและทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่ายเช่นกัน คนญี่ปุ่นผู้โปรดปรานอาหารรสชาติอร่อยตามธรรมชาติจึงต้องหาวิธีการถนอมอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่าเสีย หนึ่งในวัตถุดิบที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรคเพื่อป้องกันอาหารเป็นพิษก็คือ น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น มาดูวิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำส้มสายชู กัน

เหตุผลในการใช้น้ำส้มสายชูเพื่อการป้องกันอาหารบูดเน่าเสียและอาหารเป็นพิษ
น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นเป็นน้ำส้มที่ได้จากการนำข้าว ข้าวกล้อง หรือส่วนผสมของข้าว ข้าวโพด และแป้งสาลี มาหมักโดยโคจิของรา จนได้น้ำตาลซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์โดยยีสต์ จากนั้นแอลกอฮอล์จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำส้มโดยแบคทีเรีย อะซีโตแบคเตอร์ (Acetobactor Sp.) น้ำส้มที่ได้จะมีส่วนผสมของกรดอะซิติกและกรดซิตริกซึ่งมีค่า pH ประมาณ 2-3 โดยค่า pH ดังกล่าวจะยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ดี

วิธีการนำน้ำส้มสายชูมาถนอมอาหารอย่างง่ายการหมักเนื้อปลาดิบด้วยน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น
ปลาที่มีไขมันสูงหลายชนิด เช่น ปลาซาบะและปลาซาร์ดีน อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย คนญี่ปุ่นมีวิธีการถนอมปลาดิบดังกล่าวโดยการนำมาหมักในส่วนผสมของน้ำส้มสายชูหมัก เกลือ และน้ำตาล ซึ่งช่วยในการยืดอายุของปลาดิบโดยคงความอร่อยของเนื้อปลาได้นานขึ้น

ใช้หมักผักสดต่างๆ
คนญี่ปุ่นใช้น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมาในผักสด โดยการนำน้ำส้มสายชูสำหรับทำซูชิ หรือน้ำส้มสายชูที่เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยมาคลุกเคล้าหรือหมักกับผักสดที่ล้างสะอาด แล้วหมักไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงนำมารับประทานได้อย่างอร่อยและปลอดภัย

ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องปรุงอาหาร
การใช้น้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงในการผัดหรือต้มเคี่ยวเนื้อสัตว์ นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารได้มากขึ้นแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่าเสียด้วย

นำมาหุงกับข้าว
ในฤดูร้อนที่ข้าวสุกมักจะเสียได้ง่ายหากวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง การหุงข้าวโดยเติมน้ำส้ม 1 ช้อนชา ต่อข้าวสาร 1 ถ้วย  จะช่วยไม่ให้ข้าวบูดง่ายและทำให้ข้าวนุ่มอร่อยขึ้นด้วย

นอกจากน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังมีวัตถุดิบอีกหลายชนิดที่คนญี่ปุ่นใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงเพื่อป้องกันอาหารบูดเน่า เช่น บ๊วยดองและเลมอน ซึ่งมีกรดซิตริกสูง ขิง ซึ่งมีสารซิงเจอโรน (Zingerone) ใบชิโสะ ซึ่งมีสารเพอริลล์อัลดีไฮด์ (Perillaldehyde) และกระเทียม ซึ่งมีสารอัลลิซิน (Allicin) เป็นต้น สารประกอบในวัตถุดิบดังกล่าวมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ดี

หากสนใจอยากยืดอายุอาหารไว้ให้ได้นานโดยไม่ใช้สารกันบูดที่เป็นสารสังเคราะห์ ก็ลองใช้น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นและวัตถุกันเสียตามธรรมชาติดังกล่าวดูนะ

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว ปัญหาเด็กเล็กที่แก้ไขได้ 

ลูกไม่ยอมกินข้าว นับเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในการเจริญเติบโตของทารกและเด็กเล็ก เมื่อทารกอายุประมาณ 9-11 เดือน จะไม่ต้องการให้พ่อแม่คอยป้อนอาหารให้ แต่อยากกินอาหารด้วยตัวเอง โดยเด็กแต่ละคนจะไม่กินข้าวมากน้อยแตกต่างกันไป ในขณะที่เด็กบางคนยังคงอยากให้พ่อแม่ป้อนข้าวอยู่ โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือกล้ามเนื้อสำหรับเคี้ยวอาหารมีพัฒนาการช้า

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี จะเริ่มเรียนรู้การปฏิเสธหรือคายอาหาร เนื่องจากมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถหาและหยิบอาหารต่าง ๆ มากินได้เอง ลักษณะดังกล่าวจัดเป็นสัญชาตญาณที่ช่วยป้องกันตัวเองไม่ให้รับประทานอาหารที่มีสารพิษหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายเข้าไป ส่วนใหญ่แล้ว พฤติกรรมลูกไม่ยอมข้าวนั้นจะไม่เกิดขึ้นนาน และหายไปเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กบางรายอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวอันเกิดจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งพ่อแม่ควรสังเกตและเตรียมรับมือดังจะกล่าวต่อไป

ทำไมลูกไม่ยอมกินข้าว
ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันไป ได้แก่ การเลือกกิน การเลี่ยงอาหารใหม่ อาการแพ้อาหาร โรคกลัวอาหาร ปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการกิน และสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • การเลือกกิน เด็กมีปัญหาในการเลือกรับประทานอาหารบางอย่าง เนื่องจากไม่ชอบเนื้อสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่นของอาหารนั้น ๆ พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมการเลือกกินของลูก เพื่อดูว่าเด็กเลือกกินและไม่กินอาหารอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว เด็กจะเริ่มเลือกกินมากขึ้นในกรณีที่เคยมีปัญหาการให้อาหารยากหรือเกิดความวิตกกังวลต่าง ๆ โดยเด็กที่ไม่ได้ลองกินอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหรือรสชาติแปลกใหม่ตั้งแต่อายุยังน้อยมีแนวโน้มเกิดพฤติกรรมการเลือกกินได้สูง ทั้งนี้ เด็กบางคนอาจเริ่มมีพฤติกรรมดังกล่าวหลังจากที่เคยกินอาหารได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม เด็กที่เลือกกินอาหารอาจไม่ได้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานหรือสุขภาพไม่ดี เนื่องจากเด็กบางคนก็ได้รับจำนวนแคลอรี่ และสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแม้จะชอบเลือกกินก็ตาม
  • เลี่ยงของกินแปลกใหม่ เด็กเล็กมักเลี่ยงกินอาหารใหม่ พ่อแม่ควรช่วยให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ๆ โดยให้อาหารที่มีรสชาติคล้ายกับอาหารที่เด็กคุ้นเคย เช่น ให้เด็กลองกินมันบดซึ่งมีเนื้อสัมผัสคล้ายมันหวานบด จากนั้นให้เด็กค่อย ๆ รับประทานอาหารใหม่ในปริมาณน้อย โดยป้อนให้เด็กลองกิน 3 ครั้งในแต่ละมื้อ หากเด็กไม่ยอมกิน ก็เปลี่ยนให้กินอย่างอื่นที่ชอบก่อน แล้วค่อยให้ลองกินในมื้อต่อไป
  • อาการแพ้อาหาร เด็กเล็กเกิดการแพ้อาหารได้มากถึงร้อยละ 8 ซึ่งจะเกิดขึ้นทันที ส่วนใหญ่แล้ว เด็กมักแพ้นม ถั่วเหลือง ไข่ ข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ และอาหารทะเล โดยจะเกิดอาการท้องร่วง อาเจียน มีผื่นขึ้น หรือปวดท้อง นอกจากนี้ เด็กเล็กยังเกิดภาวะที่ร่างกายรับอาหารบางอย่างไม่ได้ (Food Intolerance) ซึ่งต่างจากอาการแพ้อาหารทั่วไป เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากระบบย่อยอาหาร ไม่ได้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เด็กที่เกิดการแพ้อาหาร Food Intolerance มักแพ้แลคโทส ข้าวโพด หรือกลูเตน โดยจะเกิดก๊าซในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง จะปรากฏอาการช้าหลังรับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป แต่อาจเกิดอาการป่วยนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
  • โรคกลัวอาหาร อาการกลัวหรือโฟเบีย (Phobias) คือ อาการหวาดกลัวที่ทำให้บุคคลนั้นเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกกลัว อาการกลัวอาหารจัดเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มเข้าเรียน ซึ่งอาจเกิดขึ้นมาเองหรือเกี่ยวเนื่องกับปัญหาวิตกกังวลทั่วไป โรคกลัวอาหารมีหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวว่าการรับประทานอาหารจะทำให้ป่วย อาหารเป็นอันตรายหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง หรือกลัวว่าอาหารจะทำให้สำลักและติดคอ
  • ปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการกิน ปัญหาสุขภาพบางอย่างอาจส่งผลให้เด็กรับประทานลำบาก โดยอาจดูด เคี้ยว หรือกัดอาหารไม่ถนัด สำลักหรือรู้สึกพะอืดพะอมเมื่อรับประทานอาหาร รวมทั้งรู้สึกเจ็บปวดหรือเกิดอาการท้องผูก หากพ่อแม่สังเกตว่าเด็กมีอาการดังกล่าว ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาตามอาการ
  • สาเหตุอื่น ๆ เด็กที่มีปัญหาการรับประทานอาหารหรือไม่ยอมกินข้าวอาจมีสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น ดังนี้
    • ไม่ชอบรสสัมผัสของช้อนหรือส้อมเมื่อนำเข้าปากและแตะลิ้น
    • ไม่ชอบอาหารที่บดจนละเอียด เนื่องจากเด็กบางคนอาจชอบอาหารบางอย่างที่จัดวางในจาน มีกลิ่น และเนื้อสัมผัสตามที่ตนต้องการ
    • รู้สึกพะอืดพะอมเมื่อเห็นอาหารปริมาณมาก พ่อแม่ควรเริ่มให้เด็กรับประทานอาหารน้อย ๆ แล้วค่อยเติมให้เมื่อเด็กต้องการเพิ่ม
    • สิ่งเร้ารอบข้างดึงความสนใจการรับประทานอาหารของเด็ก เช่น เสียงโทรทัศน์ หรือเด็กเล่นกันในบ้าน
    • ไม่ชอบกลิ่นบางอย่างของอาหารบางชนิด

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวอย่างไร
ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เริ่มแรกพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรคิดว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการดูแลเด็กไม่ดี แต่ควรหาวิธีแก้ไขต่อไป การแก้ปัญหาดังกล่าวประกอบด้วยการกระตุ้นเด็ก และการสร้างสุขลักษณะการกิน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การกระตุ้นเด็ก

  • ให้เด็กกินข้าวเอง เด็กเล็กจะใช้มือหยิบอาหารเมื่ออายุประมาณ 9 เดือน และลองใช้ช้อนส้อมเมื่ออายุประมาณ 15-18 เดือน พ่อแม่ควรให้เด็กหัดรับประทานอาหารเอง โดยสังเกตว่าเด็กรู้สึกหิวหรืออิ่มตอนไหน และให้อาหารเพิ่มหากเด็กหิวมาก แต่ไม่ควรนำอาหารที่ให้จนเยอะเกินไปกลับคืนมา
  • สังเกตอาการ พ่อแม่ควรสังเกตว่าเด็กแสดงอาการหรือพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารอย่างไร เพื่อจะได้ให้อาหารเด็กอย่างเหมาะสม เช่น เด็กอาจวางอาหารไว้บนพื้นเมื่อรู้สึกอิ่ม
  • กระตุ้นเด็กให้รับประทานอาหารจากจานของพ่อแม่ พ่อแม่ควรให้เด็กลองรับประทานอาหารจากจานของตนเอง เนื่องจากเด็กเรียนรู้การรับประทานอาหารที่แปลกใหม่จากการชิม โดยเริ่มจากการเลียนแบบผู้ใหญ่หรือเด็กอื่น หากเด็กไม่ชอบอาหารที่ให้ชิม ไม่ควรบังคับให้กินเข้าไป แต่ให้เด็กคายออกมา แล้วค่อยให้ลองกินครั้งต่อไปแทน โดยให้ลองรับประทานในปริมาณน้อย ทั้งนี้ การให้เด็กได้เห็นอาหารแปลกใหม่แม้จะไม่ได้รับประทานเข้าไปจะช่วยให้รู้สึกคุ้นเคยได้
  • ชมเมื่อเด็กกินอาหาร หากเด็กรับประทานหรือชิมอาหารใหม่ ๆ ได้ รวมทั้งมีพฤติกรรมการร่วมโต๊ะอาหารที่ดี พ่อแม่ควรชมเด็กทันที เพื่อให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหมาะสม รวมทั้งทำให้รู้สึกว่าพ่อแม่กำลังตั้งใจดูตนเองกินหรือลองชิมอาหารอยู่ ไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเท่านั้น
  • ไม่บังคับให้กิน พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้เด็กรับประทานอาหาร หรือทำโทษเมื่อเด็กไม่กินข้าว เนื่องจากจะทำให้เด็กรู้สึกเครียดเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ ควรให้ลองชิมอาหารใหม่บ่อย ๆ เนื่องจากเด็กต้องใช้เวลานานถึงจะรู้สึกคุ้นเคยและรับประทานอาหารที่ชิมได้

อาหารเสริมแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว
โดยทั่วไปแล้ว ทารกหรือเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมในกรณีที่ได้รับสารอาหารหลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ อาจต้องได้รับอาหารเสริมบางอย่างเพิ่ม ซึ่งควรได้รับการสั่งจ่ายอาหารเสริมตามแพทย์สั่ง อาหารเสริมที่ช่วยแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวนั้น มีดังนี้

  • ธาตุเหล็กเสริม เด็กที่มีปัญหาการรับประทานอาหาร โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ปลา หรือผักและอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จำเป็นต้องได้รับธาตุเหล็กเสริม เพื่อเสริมสร้างให้แก่ร่างกาย
  • วิตามินดี วิตามินดีนับเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก เนื่องจากช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โดยทั่วไปแล้ว วิตามินดีพบมากในแสงแดด แต่เด็กเล็กบางคนอาจต้องทาครีมกันแดดสำหรับปกป้องผิวจากการเผาไหม้ ส่งผลให้ได้รับวิตามินดี ที่สังเคราะห์จากแสงแดดได้น้อย อีกทั้งการดื่มนมเพียงอย่างเดียวทำให้รับวิตามินดีได้ไม่เพียงพอ จึงควรรับประทานวิตามินดีเสริมตามแพทย์แนะนำร่วมด้วย

เส้นมาม่าซดร้อนๆ กับเล้งเครื่องแน่นแซ่บๆ

 

สิ่งที่ต้องเตรียม

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 3 ห่อ
  • คนอร์ซุปก้อน รสเล้ง-ต้มแซ่บ 1 ก้อน
  • กระดูกสันหลังหมู 500 กรัม
  • หมูสับปรุงรส ตามชอบ
  • กุ้งขาว ตามชอบ
  • ไข่แดง 5 ฟอง
  • หมูกรอบ ตามชอบ
  • เนื้อปูก้อน ตามชอบ
  • มะนาวหั่นฝาน สำหรับตกแต่ง
  • ผักชีฝรั่ง สำหรับโรยตกแต่ง

วิธีทำ

  1. ล้างกระดูกเล้งให้สะอาดแล้วนำลงต้มในน้ำอุณหภูมิห้องจนเดือด แล้วเทน้ำแรกทิ้ง เติมน้ำใหม่ลงในหม้อ ต้มจนเดือดแล้วปรับเป็นไฟอ่อน ๆ เคี่ยวเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง จนเนื้อเปื่อยนุ่ม TIP : การต้มกระดูกเล้งในน้ำอุณหภูมิห้องจนเดือด เรียกเทคนิคนี้ว่า Blanching เป็นการขับเลือดที่ยังค้างอยู่ด้านในออกจากตัวกระดูก
  2. ตั้งหม้อใส่น้ำเปล่าตามด้วย คนอร์ซุปก้อน คนให้ละลายเข้ากัน สามารถเพิ่มความหอมด้วยพริกเขียวสับได้ตามชอบ
  3. ลวกเส้นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป หมูสับปรุงรส และกุ้งให้สุกดี
  4. สับหมูกรอบเป็นชิ้นพอดีคำ ฝานมะนาวเป็นแผ่นบาง แยกไข่แดงออกจากไข่ขาวเตรียมไว้
  5. จัดทุกอย่างลงหม้อไฟสำหรับเสิร์ฟ วางเล้งที่เคี่ยวจนนุ่มแล้วไว้ตรงกลาง ใส่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปรอบ ๆ วางหมูสับปรุงรส กุ้ง หมูกรอบ เนื้อปูก้อน และไข่แดง
  6. ราดด้วยน้ำซุปเล้งสุดแซ่บ วางมะนาวฝานตกแต่ง โรยด้วยผักชีฝรั่ง จุดไฟให้ร้อน เป็นอันพร้อมเสิร์ฟ