Starbuck เริ่มใช้เทคโนโลยี AI ที่ชื่อว่า “Deep Brew” มาปรับปรุงประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า “Deep Brew” เทคโนโลยี AI จาก Starbucks รวมทั้ง Microsoft

ปัจจุบันนี้ดูเหมือนแบรนด์ใหญ่ๆมากมายแบรนด์จะเริ่มตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่แปรไปรวมทั้งเทคโนโลยีที่เข้ามามีหน้าที่มากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสตาบัคก็เป็นเลิศแบรนด์ที่ใส่ใจแล้วก็เริ่มนำเทคโนโลยี AI (artificial intelligence) เข้ามาช่วยปรับปรุงกลยุทธ์ด้านการตลาดแล้วก็ประสบการณ์ของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น โดย AI ของสตาบัคที่ว่านั้นมีชื่อว่า ‘Deep Brew’

“Deep Brew” เป็นอย่างไร ?

        ‍Deep Brew เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เกิดขึ้นจากการร่วมแรงกันปรับปรุงของบริษัท Starbucks และก็ Microsoft Azure ซึ่ง Deep Brew นับว่าเป็นอุปกรณ์ที่จะเข้ามายกฐานะประเด็นการมอบประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้นให้กับลูกค้า พร้อมกับเรื่องระบบการจัดการจัดแจงข้างในร้านค้าที่ดียิ่งขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน

“DeepBrew จะเข้ามาช่วยเพิ่มพลกำลังที่ขับประสบการณ์แบบ Personalized ช่วยทำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นสำหรับเพื่อการแบ่งสรรบุคลากรรวมทั้งการจัดการจัดแจงสินค้าในสต็อกด้านในร้านค้า” – Kevin Johnson ตำแหน่ง CEO ของบริษัท Starbucks

โดย 4 สิ่งที่ Deep Brew เข้าไปช่วยปรับปรุงประสบการณ์ของธุรกิจสตาบัคคือ

1. Mobile Pay

2. Digital Menu Board

3. Drive Thru

4. Voice Ordering

ต่อไปนี้ พวกเราทดลองไปดูกันว่าแต่ว่าละประสบการณ์นั้นมีเนื้อหาเช่นไร

1.Mobile Pay
        ‍ด้วยปริมาณของลูกค้าที่สมัครบัตรสมาชิกที่เยอะขึ้นในแต่ละปี ทำให้สตาบัคกำเนิดช่องว่างในการพัฒนาประสบการณ์แบบ Personalized ที่มากขึ้น

“Starbucks มีปริมาณลูกค้าที่เป็นพวก My Starbucks Rewards™ อยู่ที่ราว 17.6 ล้านคน ในช่วงท้ายของไตรมาสที่ 4 ของปี 2018 ซึ่งมากขึ้นจากปีกลายหน้าถึง 15%”
ทำให้สตาบัคเลือกที่ปรับปรุงแอพพลิเคชั่นสำหรับลูกค้าที่เป็นพวกเพื่อพวกเขาได้รับประสบการณ์ที่ดียิ่งขึ้น โดยหลักๆเป็นการที่สตาบัคนั้นเก็บข้อมูลของลูกค้าจากการกระทำการใช้แอพพลิเคชั่นของลูกค้า และก็ข้อมูลการค้าขาย (Transaction) ของลูกค้า เพื่อแอพพลิเคชั่นสามารถเสนอแนะเมนูอาหารและก็เครื่องดื่มของร้านค้าให้ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าถูกใจสูงที่สุด

2. Digital Menu Board
        ‍ระบบของ Deep Brew จะก่อให้กระดานรายการอาหารของแต่ละร้านค้าสามารถเชื่อมต่อกับสินค้าในสต็อกได้โดยตรง เว้นแต่แต่ละรายการอาหารจะสามารถอัพเดทได้แบบ Real-time แล้ว ในเรื่องที่ผลิตภัณฑ์หมดกระดานรายการอาหารก็มีการอัพเดทแบบอัตโนมัติ แน่ๆว่ามันก็จะไม่มีเหตุที่ลูกค้าสั่งแล้วจะต้องผิดหวังเนื่องจากว่าผลิตภัณฑ์หมดอีก

3.Drive Thru

        ‍สำหรับบริการ Drive Thru พวกเขาได้เพิ่มส่วนที่เป็นรายการอาหารเสนอแนะเข้าไปในรายการอาหารที่จะแสดงบนจอการสั่งเครื่องดื่ม แต่ว่าการเสนอแนะรายการอาหารของก็ไม่ใช่การเสนอแนะแบบธรรมดาทั่วๆไปเฉยๆเพราะว่าด้วยเทคโนโลยี Deep Brew ระบบจะเสนอแนะเมนูอาหารแล้วก็เครื่องดื่มจากต้นเหตุต่างๆที่กำหนดเฉพาะพื้นที่มากเพิ่มขึ้นหมายถึงสถานที่ตั้งของร้านค้า ฤดู เวลา และก็สภาพภูมิอากาศ (ของในวันนั้นที่ลูกค้าไปซื้อ)

        ‍ด้วยเหตุนั้นรายการอาหารชี้แนะในจอสั่งเครื่องดื่มและก็ของกินของสตาบัคบน Drive Thru ก็จะต่างกันออกไปในแต่ว่าภูมิภาค ประเทศ หรือสถานที่ แบบอย่างให้เห็นภาพกล้วยๆก็อาทิเช่น แม้คุณไปใช้บริการที่ประเทศที่มีลักษณะอากาศหนาว ระบบก็บางทีอาจจะชี้แนะรายการอาหารเครื่องดื่มร้อน แต่ว่าถ้าหากคุณใช้บริการที่ประเทศมีลักษณะอากาศร้อน ระบบก็บางทีก็อาจจะเสนอแนะรายการอาหารเครื่องดื่มเย็นนั่นเอง

ซึ่งสิ่งนี้จะมีผลให้สตาบัคสามารถรองรับความต้องการของฐานลูกค้าทั่วโลกได้ดิบได้ดีขึ้น

4. Voice Ordering
        ‍อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่สตาบัคปรับปรุงออกมาเพื่อปรับปรุงประสบการณ์ที่ดีของลูกค้าก็คือ Voice Ordering หรือการสั่งเครื่องดื่มผ่านคำบัญชาเสียงนั่นเอง โดยลูกค้าสามารถใช้คำบัญชาเสียงเพื่อสั่งเครื่องดื่มแก้วโปรด (สามารถบอกเนื้อหาในเครื่องดื่มได้ดังที่อยากได้) รวมทั้งรอคอยเพื่อออเดอร์นั้นมาส่งถึงที่ได้โดยง่าย

โดยลูกค้าสามารถสั่งใช้คำบัญชาเสียงเพื่อสั่งเครื่องดื่มได้ผ่านทางโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของบริษัทต่างๆมากมายที่สตาบัคได้เข้าไปร่วมมือด้วย ยกตัวอย่างเช่น Alexa (Amazon) , แอพพลิเคชั่นในระบบ IOS (Apple) หรือแม้กระทั้ง Tmall Genie (Alibaba)

ซึ่งสิ่งที่ Deep Brew จะมีหน้าที่ในส่วนนี้ก็คือการเก็บข้อมูลผ่านเสียงพวกนั้นแล้วก็เอามาประมวลผลเพื่อเสนอแนะรายการอาหารเครื่องดื่มที่สมควรรวมทั้งชี้เฉพาะเฉพาะลูกค้าคนนั้นๆ

 

Starbucks กับความเจริญทางด้านเทคโนโลยี
        ‍เว้นเสียแต่ 4 สิ่งข้างบนที่สตาบัคได้นำ Deep Brew เข้ามาปรับปรุงประสบการณ์ให้กับลูกค้าสตาบัคแล้ว ในด้านการเพิ่มคุณภาพสำหรับในการบริหารจัดแจง สตาบัคก็ได้นำเทคโนโลยีนี้เข้ามาช่วย เป็นต้นว่า การนำระบบ IoT (Internet of Things) เข้ามาเก็บข้อมูลเครื่องชงกาแฟของแต่ละร้านค้าอย่างถี่ถ้วนเพื่อรู้ดีว่าเมื่อไรเครื่องชงพวกนั้นควรจะได้รับการบูรณะ หรือ ถุงกาแฟที่มาพร้อมทั้งบาร์โค้ดเพื่อลูกค้าสามารถสแกนผ่านแอพฯ และก็รู้ดีว่าสิ่งที่ทำให้เกิดเม็ดกาแฟแต่ละถุงนั้นมีที่มายังไงกว่าจะมาถึงมือลูกค้าคนนั้น

        ‍สตาบัคนั้นถือได้ว่าหนึ่งในไม่กี่แบรนด์ที่เริ่มมีการปรับพฤติกรรมอย่างเอาจริงเอาจังสำหรับอนาคตของโลกเทคโนโลยีที่กำลังใกล้เข้ามา โดยพวกเขาได้นำเทคโนโลยี AI เข้ามาประสานกับบริการและก็เครื่องใช้ไม้สอยต่างๆที่นับว่าเป็นหัวใจของธุรกิจ

        ‍ซึ่งส่วนตัวคนเขียนคิดว่า ด้วยเทคโนโลยี Deep Brew นี้จะมีผลให้สตาบัคสามารถเพิ่มประสบการณ์ (Customer Experience) ที่ดีให้กับลูกค้าได้อย่างสมบูรณ์แบบ จนถึงท้ายที่สุด ทำให้ลูกค้าพวกนั้นชอบใจประสบการณ์และก็กลับมาซื้ออีกเรื่อย