Blog

วิธีแก้ปัญหาผมเสียชี้ฟูอย่างรวดเร็ว

ปัญหาผมเสียชี้ฟู มักจะเป็นปัญหาให้หนักอกหนักใจสำหรับสาวๆ อยู่เสมอ เพราะว่าหากเรามีผมที่ไม่สวย บางครั้งก็อาจจะทำให้ผู้หญิงเราขาดความมั่นใจได้ และผมยังเหมือนเป็นตัวบ่งชี้ด้วย ว่านั้นดูแลตัวเองดีไหม

การใช้ทรีตเม้นท์มาส์กที่ช่วยบำรุงผมเสีย
การใช้ทรีตเม้นท์มาส์ก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยดูแล และบำรุงเส้นผมเสียที่ถูกทำลายของคุณอย่างล้ำลึกกว่าการใช้แชมพูและครีมบำรุงผมตามปกติ และทำให้เส้นผมสามารถทนต่อการถูกทำร้ายด้วยปัจจัยภายนอก อาทิ ความร้อน สารเคมี และช่วยลดการสูญเสียความชุ่มชื้นภายในได้มากกว่าเดิม ยิ่งถ้าต้องการฟื้นบำรุงผมเสียจากการทำสีผม ดัด ย้อม คุณอาจต้องให้การดูแลเผมเป็นพิเศษ แนะนำให้เลือกใช้ทรีตเม้นท์มาส์กที่มีส่วนผสมของเคราติน ซึ่งช่วยปิดเกล็ดผม และเข้าบำรุงเส้นผมได้อย่างล้ำลึก ซึ่งช่วยแก้ปัญหาผมเสียให้กลับมาเป็นผมสวยได้อีกครั้ง 

สำหรับผมที่แห้งเสีย ชี้ฟู เพราะขาดความชุ่มชื้น หรือผ่านการทำสี ดัด ย้อมบ่อยๆ เราขอแนะนำ โดฟ อินเทนซ์ รีแพร์ ทรีทเม้นท์ มาสก์  เพราะมีส่วนผสมของเคราติน รีแพร์ แอ๊คทีฟส์ ช่วยฟื้นบำรุงอย่างล้ำลึกจากภายในและช่วยปกป้องผมไม่ให้เปราะขาดได้ถึง 10 เท่า* เมื่อคุณใช้อย่างต่อเนื่องผมคุณจะค่อยๆ ฟื้นฟูและสวยสุขภาพดีขึ้น

การใช้เซรั่มบำรุงผม
เพราะเซรั่มบำรุงผมที่ดี จะช่วยให้เส้นนุ่มลื่นเงางาม จัดการง่าย และเซรั่มยังช่วยบำรุงและป้องกันผมจากการเปราะขาด ทั้งยังคืนความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมที่แห้งเสีย ให้กลับมาจัดทรงง่ายขึ้น นอกจากนี้เซรั่มสามารถใช้ได้กับผมเปียก เพื่อช่วยปกป้องก่อนใช้ความร้อน หรือผมแห้งเพื่อให้ผมดูเงางามสุขภาพดี ลองหยด โดฟ นอริชชิ่ง ออยล์ แคร์ แอนตี้ ฟริซ เซรั่ม ก่อนการไดร์ หรือ จัดแต่งทรงผม เพียง 1-2 หยด แล้วทาลงบนเส้นผม ซึ่งให้ความชุ่มชื่น และความนุ่มแก่เส้นผม พร้อมลดผมชี้ฟู โดยไม่รู้สึกเหนียวเหนอะหนะ

ลดอุณหภูมิของเครื่องมือจัดแต่งทรงผมให้อยู่ในระดับต่ำ
หากอุปกรณ์ที่ใช้มีความร้อนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหล่อเลี้ยงในเดือดได้ และฟองอากาศที่เกิดจากความร้อนก็จะก่อตัวขึ้นภายในเส้นผมที่อ่อนตัว ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมเสีย ดังนั้นการใช้ความร้อนกับเส้นผมให้น้อยที่สุด และตั้งค่าอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมให้อยู่ที่อุณหภูมิต่ำสุด คือ อีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยลดความเสียหายของเส้นผม และให้เส้นผมของคุณกลับมานุ่มสลวย แลดูสุขภาพดีได้เร็วยิ่งขึ้น

วิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำส้มสายชู

ในช่วงฤดูร้อนของญี่ปุ่น อุณหภูมิและความชื้นที่เหมาะสมทำให้แบคทีเรียเจริญได้ง่าย ส่งผลให้อาหารบูดเน่าเสียและทำให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ง่ายเช่นกัน คนญี่ปุ่นผู้โปรดปรานอาหารรสชาติอร่อยตามธรรมชาติจึงต้องหาวิธีการถนอมอาหารเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่าเสีย หนึ่งในวัตถุดิบที่คนญี่ปุ่นนิยมใช้ยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียก่อโรคเพื่อป้องกันอาหารเป็นพิษก็คือ น้ำส้มสายชูญี่ปุ่น มาดูวิธีการถนอมอาหารโดยใช้น้ำส้มสายชู กัน

เหตุผลในการใช้น้ำส้มสายชูเพื่อการป้องกันอาหารบูดเน่าเสียและอาหารเป็นพิษ
น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นเป็นน้ำส้มที่ได้จากการนำข้าว ข้าวกล้อง หรือส่วนผสมของข้าว ข้าวโพด และแป้งสาลี มาหมักโดยโคจิของรา จนได้น้ำตาลซึ่งถูกเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์โดยยีสต์ จากนั้นแอลกอฮอล์จะถูกเปลี่ยนให้เป็นน้ำส้มโดยแบคทีเรีย อะซีโตแบคเตอร์ (Acetobactor Sp.) น้ำส้มที่ได้จะมีส่วนผสมของกรดอะซิติกและกรดซิตริกซึ่งมีค่า pH ประมาณ 2-3 โดยค่า pH ดังกล่าวจะยับยั้งการเพิ่มจำนวนของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดอาหารเป็นพิษได้ดี

วิธีการนำน้ำส้มสายชูมาถนอมอาหารอย่างง่ายการหมักเนื้อปลาดิบด้วยน้ำส้มสายชูญี่ปุ่น
ปลาที่มีไขมันสูงหลายชนิด เช่น ปลาซาบะและปลาซาร์ดีน อุดมไปด้วยสารอาหารที่ทำให้เกิดการเน่าเสียได้ง่าย คนญี่ปุ่นมีวิธีการถนอมปลาดิบดังกล่าวโดยการนำมาหมักในส่วนผสมของน้ำส้มสายชูหมัก เกลือ และน้ำตาล ซึ่งช่วยในการยืดอายุของปลาดิบโดยคงความอร่อยของเนื้อปลาได้นานขึ้น

ใช้หมักผักสดต่างๆ
คนญี่ปุ่นใช้น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียที่ปนเปื้อนมาในผักสด โดยการนำน้ำส้มสายชูสำหรับทำซูชิ หรือน้ำส้มสายชูที่เติมเกลือและน้ำตาลเล็กน้อยมาคลุกเคล้าหรือหมักกับผักสดที่ล้างสะอาด แล้วหมักไว้ในตู้เย็นประมาณ 30 นาที จากนั้นจึงนำมารับประทานได้อย่างอร่อยและปลอดภัย

ใช้เป็นส่วนผสมเครื่องปรุงอาหาร
การใช้น้ำส้มสายชูเป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงในการผัดหรือต้มเคี่ยวเนื้อสัตว์ นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารได้มากขึ้นแล้ว ก็ยังป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่าเสียด้วย

นำมาหุงกับข้าว
ในฤดูร้อนที่ข้าวสุกมักจะเสียได้ง่ายหากวางไว้ที่อุณหภูมิห้อง การหุงข้าวโดยเติมน้ำส้ม 1 ช้อนชา ต่อข้าวสาร 1 ถ้วย  จะช่วยไม่ให้ข้าวบูดง่ายและทำให้ข้าวนุ่มอร่อยขึ้นด้วย

นอกจากน้ำส้มสายชูญี่ปุ่นแล้ว ก็ยังมีวัตถุดิบอีกหลายชนิดที่คนญี่ปุ่นใช้เป็นส่วนผสมของเครื่องปรุงเพื่อป้องกันอาหารบูดเน่า เช่น บ๊วยดองและเลมอน ซึ่งมีกรดซิตริกสูง ขิง ซึ่งมีสารซิงเจอโรน (Zingerone) ใบชิโสะ ซึ่งมีสารเพอริลล์อัลดีไฮด์ (Perillaldehyde) และกระเทียม ซึ่งมีสารอัลลิซิน (Allicin) เป็นต้น สารประกอบในวัตถุดิบดังกล่าวมีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรียได้ดี

หากสนใจอยากยืดอายุอาหารไว้ให้ได้นานโดยไม่ใช้สารกันบูดที่เป็นสารสังเคราะห์ ก็ลองใช้น้ำส้มสายชูญี่ปุ่นและวัตถุกันเสียตามธรรมชาติดังกล่าวดูนะ

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว ปัญหาเด็กเล็กที่แก้ไขได้ 

ลูกไม่ยอมกินข้าว นับเป็นเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่พบได้ทั่วไปในการเจริญเติบโตของทารกและเด็กเล็ก เมื่อทารกอายุประมาณ 9-11 เดือน จะไม่ต้องการให้พ่อแม่คอยป้อนอาหารให้ แต่อยากกินอาหารด้วยตัวเอง โดยเด็กแต่ละคนจะไม่กินข้าวมากน้อยแตกต่างกันไป ในขณะที่เด็กบางคนยังคงอยากให้พ่อแม่ป้อนข้าวอยู่ โดยเฉพาะเด็กที่คลอดก่อนกำหนดหรือกล้ามเนื้อสำหรับเคี้ยวอาหารมีพัฒนาการช้า

โดยทั่วไปแล้ว เมื่อเด็กอายุครบ 1 ปี จะเริ่มเรียนรู้การปฏิเสธหรือคายอาหาร เนื่องจากมีพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย สามารถหาและหยิบอาหารต่าง ๆ มากินได้เอง ลักษณะดังกล่าวจัดเป็นสัญชาตญาณที่ช่วยป้องกันตัวเองไม่ให้รับประทานอาหารที่มีสารพิษหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายเข้าไป ส่วนใหญ่แล้ว พฤติกรรมลูกไม่ยอมข้าวนั้นจะไม่เกิดขึ้นนาน และหายไปเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม เด็กเล็กบางรายอาจมีพฤติกรรมดังกล่าวอันเกิดจากปัญหาสุขภาพ ซึ่งพ่อแม่ควรสังเกตและเตรียมรับมือดังจะกล่าวต่อไป

ทำไมลูกไม่ยอมกินข้าว
ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเกิดจากสาเหตุที่แตกต่างกันไป ได้แก่ การเลือกกิน การเลี่ยงอาหารใหม่ อาการแพ้อาหาร โรคกลัวอาหาร ปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการกิน และสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

  • การเลือกกิน เด็กมีปัญหาในการเลือกรับประทานอาหารบางอย่าง เนื่องจากไม่ชอบเนื้อสัมผัส รสชาติ หรือกลิ่นของอาหารนั้น ๆ พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมการเลือกกินของลูก เพื่อดูว่าเด็กเลือกกินและไม่กินอาหารอะไรบ้าง โดยทั่วไปแล้ว เด็กจะเริ่มเลือกกินมากขึ้นในกรณีที่เคยมีปัญหาการให้อาหารยากหรือเกิดความวิตกกังวลต่าง ๆ โดยเด็กที่ไม่ได้ลองกินอาหารที่มีเนื้อสัมผัสหรือรสชาติแปลกใหม่ตั้งแต่อายุยังน้อยมีแนวโน้มเกิดพฤติกรรมการเลือกกินได้สูง ทั้งนี้ เด็กบางคนอาจเริ่มมีพฤติกรรมดังกล่าวหลังจากที่เคยกินอาหารได้ตามปกติ อย่างไรก็ตาม เด็กที่เลือกกินอาหารอาจไม่ได้มีน้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐานหรือสุขภาพไม่ดี เนื่องจากเด็กบางคนก็ได้รับจำนวนแคลอรี่ และสารอาหารที่เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายแม้จะชอบเลือกกินก็ตาม
  • เลี่ยงของกินแปลกใหม่ เด็กเล็กมักเลี่ยงกินอาหารใหม่ พ่อแม่ควรช่วยให้เด็กลองรับประทานอาหารใหม่ ๆ โดยให้อาหารที่มีรสชาติคล้ายกับอาหารที่เด็กคุ้นเคย เช่น ให้เด็กลองกินมันบดซึ่งมีเนื้อสัมผัสคล้ายมันหวานบด จากนั้นให้เด็กค่อย ๆ รับประทานอาหารใหม่ในปริมาณน้อย โดยป้อนให้เด็กลองกิน 3 ครั้งในแต่ละมื้อ หากเด็กไม่ยอมกิน ก็เปลี่ยนให้กินอย่างอื่นที่ชอบก่อน แล้วค่อยให้ลองกินในมื้อต่อไป
  • อาการแพ้อาหาร เด็กเล็กเกิดการแพ้อาหารได้มากถึงร้อยละ 8 ซึ่งจะเกิดขึ้นทันที ส่วนใหญ่แล้ว เด็กมักแพ้นม ถั่วเหลือง ไข่ ข้าวสาลี ถั่วต่าง ๆ และอาหารทะเล โดยจะเกิดอาการท้องร่วง อาเจียน มีผื่นขึ้น หรือปวดท้อง นอกจากนี้ เด็กเล็กยังเกิดภาวะที่ร่างกายรับอาหารบางอย่างไม่ได้ (Food Intolerance) ซึ่งต่างจากอาการแพ้อาหารทั่วไป เนื่องจากภาวะนี้เกิดจากระบบย่อยอาหาร ไม่ได้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย เด็กที่เกิดการแพ้อาหาร Food Intolerance มักแพ้แลคโทส ข้าวโพด หรือกลูเตน โดยจะเกิดก๊าซในกระเพาะอาหาร ท้องอืด ท้องร่วง และปวดท้อง จะปรากฏอาการช้าหลังรับประทานอาหารที่แพ้เข้าไป แต่อาจเกิดอาการป่วยนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
  • โรคกลัวอาหาร อาการกลัวหรือโฟเบีย (Phobias) คือ อาการหวาดกลัวที่ทำให้บุคคลนั้นเลี่ยงสิ่งที่ทำให้ตนรู้สึกกลัว อาการกลัวอาหารจัดเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไป โดยเฉพาะเด็กที่เริ่มเข้าเรียน ซึ่งอาจเกิดขึ้นมาเองหรือเกี่ยวเนื่องกับปัญหาวิตกกังวลทั่วไป โรคกลัวอาหารมีหลายลักษณะ ไม่ว่าจะเป็นการกลัวว่าการรับประทานอาหารจะทำให้ป่วย อาหารเป็นอันตรายหรืออาจก่อให้เกิดผลเสียต่อตนเอง หรือกลัวว่าอาหารจะทำให้สำลักและติดคอ
  • ปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการกิน ปัญหาสุขภาพบางอย่างอาจส่งผลให้เด็กรับประทานลำบาก โดยอาจดูด เคี้ยว หรือกัดอาหารไม่ถนัด สำลักหรือรู้สึกพะอืดพะอมเมื่อรับประทานอาหาร รวมทั้งรู้สึกเจ็บปวดหรือเกิดอาการท้องผูก หากพ่อแม่สังเกตว่าเด็กมีอาการดังกล่าว ควรพาไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาตามอาการ
  • สาเหตุอื่น ๆ เด็กที่มีปัญหาการรับประทานอาหารหรือไม่ยอมกินข้าวอาจมีสาเหตุอื่น ๆ นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้น ดังนี้
    • ไม่ชอบรสสัมผัสของช้อนหรือส้อมเมื่อนำเข้าปากและแตะลิ้น
    • ไม่ชอบอาหารที่บดจนละเอียด เนื่องจากเด็กบางคนอาจชอบอาหารบางอย่างที่จัดวางในจาน มีกลิ่น และเนื้อสัมผัสตามที่ตนต้องการ
    • รู้สึกพะอืดพะอมเมื่อเห็นอาหารปริมาณมาก พ่อแม่ควรเริ่มให้เด็กรับประทานอาหารน้อย ๆ แล้วค่อยเติมให้เมื่อเด็กต้องการเพิ่ม
    • สิ่งเร้ารอบข้างดึงความสนใจการรับประทานอาหารของเด็ก เช่น เสียงโทรทัศน์ หรือเด็กเล่นกันในบ้าน
    • ไม่ชอบกลิ่นบางอย่างของอาหารบางชนิด

แก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวอย่างไร
ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ เริ่มแรกพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูเด็กไม่ควรคิดว่าปัญหาดังกล่าวเกิดจากการดูแลเด็กไม่ดี แต่ควรหาวิธีแก้ไขต่อไป การแก้ปัญหาดังกล่าวประกอบด้วยการกระตุ้นเด็ก และการสร้างสุขลักษณะการกิน ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้

การกระตุ้นเด็ก

  • ให้เด็กกินข้าวเอง เด็กเล็กจะใช้มือหยิบอาหารเมื่ออายุประมาณ 9 เดือน และลองใช้ช้อนส้อมเมื่ออายุประมาณ 15-18 เดือน พ่อแม่ควรให้เด็กหัดรับประทานอาหารเอง โดยสังเกตว่าเด็กรู้สึกหิวหรืออิ่มตอนไหน และให้อาหารเพิ่มหากเด็กหิวมาก แต่ไม่ควรนำอาหารที่ให้จนเยอะเกินไปกลับคืนมา
  • สังเกตอาการ พ่อแม่ควรสังเกตว่าเด็กแสดงอาการหรือพฤติกรรมเกี่ยวกับการรับประทานอาหารอย่างไร เพื่อจะได้ให้อาหารเด็กอย่างเหมาะสม เช่น เด็กอาจวางอาหารไว้บนพื้นเมื่อรู้สึกอิ่ม
  • กระตุ้นเด็กให้รับประทานอาหารจากจานของพ่อแม่ พ่อแม่ควรให้เด็กลองรับประทานอาหารจากจานของตนเอง เนื่องจากเด็กเรียนรู้การรับประทานอาหารที่แปลกใหม่จากการชิม โดยเริ่มจากการเลียนแบบผู้ใหญ่หรือเด็กอื่น หากเด็กไม่ชอบอาหารที่ให้ชิม ไม่ควรบังคับให้กินเข้าไป แต่ให้เด็กคายออกมา แล้วค่อยให้ลองกินครั้งต่อไปแทน โดยให้ลองรับประทานในปริมาณน้อย ทั้งนี้ การให้เด็กได้เห็นอาหารแปลกใหม่แม้จะไม่ได้รับประทานเข้าไปจะช่วยให้รู้สึกคุ้นเคยได้
  • ชมเมื่อเด็กกินอาหาร หากเด็กรับประทานหรือชิมอาหารใหม่ ๆ ได้ รวมทั้งมีพฤติกรรมการร่วมโต๊ะอาหารที่ดี พ่อแม่ควรชมเด็กทันที เพื่อให้เด็กรู้ว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่เหมาะสม รวมทั้งทำให้รู้สึกว่าพ่อแม่กำลังตั้งใจดูตนเองกินหรือลองชิมอาหารอยู่ ไม่ได้มานั่งร่วมโต๊ะรับประทานอาหารเท่านั้น
  • ไม่บังคับให้กิน พ่อแม่ไม่ควรบังคับให้เด็กรับประทานอาหาร หรือทำโทษเมื่อเด็กไม่กินข้าว เนื่องจากจะทำให้เด็กรู้สึกเครียดเมื่อต้องร่วมโต๊ะอาหาร ทั้งนี้ ควรให้ลองชิมอาหารใหม่บ่อย ๆ เนื่องจากเด็กต้องใช้เวลานานถึงจะรู้สึกคุ้นเคยและรับประทานอาหารที่ชิมได้

อาหารเสริมแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าว
โดยทั่วไปแล้ว ทารกหรือเด็กเล็กไม่จำเป็นต้องรับประทานอาหารเสริมในกรณีที่ได้รับสารอาหารหลากหลายและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย อย่างไรก็ตาม หากปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารที่จำเป็นไม่เพียงพอ อาจต้องได้รับอาหารเสริมบางอย่างเพิ่ม ซึ่งควรได้รับการสั่งจ่ายอาหารเสริมตามแพทย์สั่ง อาหารเสริมที่ช่วยแก้ปัญหาลูกไม่ยอมกินข้าวนั้น มีดังนี้

  • ธาตุเหล็กเสริม เด็กที่มีปัญหาการรับประทานอาหาร โดยไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ปลา หรือผักและอาหารที่อุดมไปด้วยธาตุเหล็ก จำเป็นต้องได้รับธาตุเหล็กเสริม เพื่อเสริมสร้างให้แก่ร่างกาย
  • วิตามินดี วิตามินดีนับเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก เนื่องจากช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส อันมีส่วนช่วยในการเสริมสร้างกระดูก โดยทั่วไปแล้ว วิตามินดีพบมากในแสงแดด แต่เด็กเล็กบางคนอาจต้องทาครีมกันแดดสำหรับปกป้องผิวจากการเผาไหม้ ส่งผลให้ได้รับวิตามินดี ที่สังเคราะห์จากแสงแดดได้น้อย อีกทั้งการดื่มนมเพียงอย่างเดียวทำให้รับวิตามินดีได้ไม่เพียงพอ จึงควรรับประทานวิตามินดีเสริมตามแพทย์แนะนำร่วมด้วย

7 สถานที่เที่ยวเชียงใหม่ต้องห้ามพลาด

สำหรับ เชียงใหม่ นั้นเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคเหนือของประเทศไทย เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย และเป็นจังหวัดที่ผู้คนจากจังหวัดอื่นนิยมไปกันมากเลยทีเดียว แต่ถ้ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ก็คงจะเลือกไปไม่ถูก

วันนี้เราจึงมี 7 สถานที่เที่ยวเชียงใหม่ต้องห้ามพลาด มาฝากทุกคนกัน เผื่อว่ายังไม่มีแพลนว่าจะไปเที่ยวที่ไหน ก็สามารถดูจากที่เรานำมายกตัวอย่างได้ แต่ละที่นั้นเป็นที่สวยๆ ที่เราคัดมาแล้วอย่างแน่นอน

1. วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเชียงใหม่ ที่เที่ยวเชียงใหม่ แห่งนี้ เป็นเจดีย์ใหญ่ที่สูงที่สุดของอาณาจักรล้านนา สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าแสนเมืองมากษัตริย์องค์ที่ 7 แห่งราชวงศ์มังราย (พ.ศ.1913-1954) ต่อมาพระยาติโลกราชโปรดให้ช่างขยายเจดีย์ให้สูงและกว้างกว่าเดิม แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2024 และอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐาน

แต่เดิมวัดเจดีย์หลวงมีชื่อว่าโชติการามวิหาร หมายถึง พระอารามที่มีความรุ่งเรืองสว่างไสว ทั้งยังเป็นสถานที่บรรจุพระเกศาธาตุ และพระธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นอกจากนี้โชติการาม ยังมีความหมายอีกนัยหนึ่ง คือ เมื่อถึงเวลาที่มีการจุดประทีบโคมไฟประดับบูชาองค์พระธาตุเจดีย์หลวง จะปรากฏแสงสีสว่างไสว มองเห็นองค์พระเจดีย์คล้ายเชิงเทียนที่มีเปลวไฟลุกโชติช่วง ดูแล้วมีความงดงามยิ่งนัก สามารถมองเห็นได้แต่ไกล

2. พระบรมธาตุดอยสุเทพ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญยิ่งของเมืองเชียงใหม่ ประดิษฐานอยู่บนดอยสุเทพ สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000 เมตร พระบรมธาตุดอยสุเทพ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของตัวเมือง ห่างจากตัวเมืองเก่าประมาณ 10 กิโลเมตร สามารถมองเห็นจากตัวเมืองได้ชัดเจน ภายในยังได้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่พญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ให้ประชาชนได้เดินทางมาสักการะบูชาเพื่อความเป็นสิริมงคล

3. ดอยอ่างขาง ตั้งอยู่บนทิวเขาแดนลาว ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลที่ 9 เสด็จฯ ทางเฮลิคอปเตอร์ ผ่านยอดดอยอ่างขาง และทอดพระเนตรลงมาเห็นกลุ่มบ้านเรือนดูคล้ายชุมชน จึงมีพระดำรัสสั่งให้เครื่องลงจอด แล้วได้ทอดพระเนตรเห็นทุ่งดอกฝิ่น และหมู่บ้านของชาวเขาเผ่ามูเซอ

จึงทรงมีพระราชดำรัสที่จะเปลี่ยนทุ่งฝิ่นให้เป็นแปลงเกษตร พร้อมกับริเริ่มสร้างโครงการวิจัยผลไม้ ไม้ดอกเมืองหนาว เพื่อพัฒนาอาชีพเกษตรกรรมแก่ชาวเขาในบริเวณดอยอ่างขาง นักท่องเที่ยวสามารถเลือกซื้อผลิตผลตามฤดูกาลที่ปลูกในโครงการหลวงฯ และชมแปลงทดลองปลูกไม้ผลเมืองหนาวได้ด้วย ดอยอ่างขางมีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,400 เมตร และมียอดดอยสูงถึง 1,928 เมตร เป็นอีกหนึ่งสถานที่เที่ยวเชียงใหม่ หน้าหนาวที่ไม่ควรพลาด

4. สวนสัตว์เชียงใหม่ เป็นสวนสัตว์ขนาดใหญ่ใครที่มาเที่ยวเชียงใหม่ต้องไม่พลาด สวนสัตว์แห่งนี้ได้รับการจัดสภาพอย่างดี บริเวณกว้างขวาง มีบรรยากาศร่มรื่น และมีสัตว์อยู่มากกว่า 2,000 ชนิด ทั้งที่มีอยู่ในเมืองไทยและนำเข้ามาจากต่างประเทศ สวนสัตว์เชียงใหม่ตั้งอยู่บริเวณทางขึ้นดอยสุเทพ เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนท่ามกลางกลิ่นอายของขุนเขา ป่าไม้ และธรรมชาติ และที่พลาดชมไปไม่ได้เลย คือ หมีแพนด้า ซึ่งเป็นทูตสันตวไมตรีจากสาธารณรัฐประชาชนจีน ผู้คนต่างให้ความสนใจเดินทางมาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก

5. ดอยอินทนนท์ เป็นยอดดอยที่สูงที่สุดของแดนสยาม 2,565 เมตร จุดสิ้นสุดของทางหลวงหมายเลข 1009 มีสภาพอากาศหนาวเย็นตลอดปี ที่เที่ยวเชียงใหม่แห่งนี้เป็นที่ตั้งสถานีเรดาร์ของกองทัพอากาศไทยและเป็นที่ประดิษฐานสถูปเจ้าอินทวิชยานนท์ เจ้าเมืองเชียงใหม่องค์สุดท้าย ดอยอินทนนท์ นับว่าเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย พาดผ่านจากประเทศเนปาล ภูฐาน พม่า และมาสิ้นสุดที่นี่ 

บรรยากาศโดยรอบอุดมไปด้วยธรรมชาติที่สมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นป่าดงดิบ ป่าสน ป่าเบญจพรรณ อีกทั้งยังมีอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี เชื่อได้ว่าใครที่ได้มาที่นี่จะต้องติดใจจนไม่อยากกลับ เป็นหนึ่งในสถานที่เที่ยวเชียงใหม่ต้องห้ามพลาด

6. แม่กำปอง ตั้งอยู่ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน แม่กำปองเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่อยู่ท่ามกลางขุนเขา โดยที่ชาวบ้านใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย จนกระทั่งกระแสสโลวไลฟ์บุกไปถึง แบบที่เรียกได้ว่า มาเที่ยวเชียงใหม่ไม่ได้มา แม่กำปอง เหมือนมาไม่ถึง ไฮไลท์ของแม่กำปองคงจะหนีไม่พ้นการนั่งร้านกาแฟชิวๆในอากาศเย็นๆ เพราะอากาศที่แม่กำปองเย็นสบายตลอดทั้งปี และจะมีอากาศหนาวเย็นมากในช่วงฤดูหนาว

7. ม่อนแจ่ม ที่เที่ยวเชียงใหม่ยอดฮิตตลอดกาล ม่อนแจ่ม ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ใช้เวลาเดินทางประมาณ 40 นาที ส่วนหนึ่งของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงหนองหอย มีอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปี นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ ทานอาหารในซุ้ม ถ่ายรูปกับมวลหมู่ดอกไม้ เลือกซื้อผัก ผลไม้จากชาวบ้าน และสัมผัสอากาศที่หนาวเย็นบนสันเขาที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,350 เมตร หรือถ้าใครติดใจอยากนอนดูดาวก็สามารถจับจองที่พักม่อนแจ่ม, ม่อนอิงดาว, ม่อนวิวงาม และม่อนตะวัน

สำหรับ 7 สถานที่เที่ยวเชียงใหม่ต้องห้ามพลาด ที่เรายกมานั้น เป็นเพียงบางสถานที่เท่านั้น ในจังหวัดเชียงใหม่ยังมีที่เที่ยวอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นที่ธรรมชาติหรือมนุษย์สร้างขึ้นก็ตาม

เมื่อถูกยึดรถควรทำอย่างไรดี

การมีรถยนต์สักคันนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากเป็นคนมีเงินมากพอก็สามารถซื้อสดได้ ไม่ต้องมากังวลว่าจะหาเงินจ่ายได้ไหม แต่สำหรับคนที่ไม่ได้มีเงินมากมายขนาดนั้น ใช้เงินเดือนชนเดือนก็แทบจะไม่พออยู่แล้ว แต่ก็ยังอยากจะมีรถ พอมาวันนึงผ่อนไม่ไหว สุดท้ายรถก็ต้องโดนยึดไป

แต่วันนี้เรามีวิธีรับมือไฟแนนซ์มาฝากกัน หากถูกยึดรถจากไฟแนนซ์สิ่งที่ต้องทำเลยก็คือ ใจเย็นๆ ไม่ต้องตกใจ ไฟแนนซ์สามารถยึดรถได้ต่อเมื่อผิดชำระค่าเช่าซื้อ 3 เดือนขึ้นไป หรือต้องมีคำสั่งจากศาลเท่านั้น

1.ไฟแนนซ์จะสามารถยึดรถเราได้ต่อเมื่อ เราค้างชำระค่าเช่าซื้อ 3 งวดติดต่อกันขึ้นไป ก่อนยึดรถอีก 1 เดือน รวมเป็น 4 เดือน ซึ่งบางครั้งอาจจะนานกว่านี้ด้วยซ้ำ ซึ่งถ้าไฟแนนซ์ยึดรถก่อนหน้านี้จะมีความผิดตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ซึ่งคุ้มครองเกี่ยวกับเรื่องสัญญาดังนั้นผู้เช่าซื้อต้องอย่ายอมให้ยึดรถ และให้เรียกตำรวจมาเป็นพยานหากเราไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์ไม่สามารถบังคับ หรือข่มขู่เราได้

2.ไฟแนนซ์มักขู่เรียกค่าเสียหายสูง ๆ ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่สามารถเรียกค่าใช้จ่ายได้ตามอำเภอใจ การค่าเสียหายเรียกได้ตามค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ดังนั้นผู้เช่าซื้ออย่าวิตกจนเกินไป

3.ถ้าคุณไม่ได้แคร์การติดแบล็คลิสต์ เครดิตบูโร ไม่ควรให้ไฟแนนซ์ยึดรถไม่ว่าในกรณีใด ๆ เพราะถ้าถูกยึดรถแล้วเราก็จะหมดอำนาจต่อรองทันที และหลังจากยึดรถไปแล้ว ไฟแนนซ์จะนำรถของเราไปขายทอดตลาดในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดมาก ซึ่งส่วนมากมักจะไม่พอจ่ายหนี้ที่เราเป็นอยู่ และไฟแนนซ์จะเรียกค่าเสียหายที่ยังขาดจากเราอีก (ไม่ใช่ยืดรถแล้วจบหนี้) 

4.ในกรณีที่เราถูกยึดรถไปแล้ว และไฟแนนซ์มีหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ส่วนที่เหลือ อย่าตกใจให้หาทนายสู้คดี เพราะค่าเสียหายของไฟแนนซ์มักจะสูงจนเว่อร์ แต่ศาลมักพิพากษาให้จ่ายเพียง 30% หรือครึ่งเดียวเท่านั้น

5.เมื่อแพ้คดี ไฟแนนซ์จะยึดทรัพย์ของเราที่ถือครองในนามลูกหนี้เพื่อชดใช้ค่าเสียหาย แต่ถ้าเราไม่มี หรือเป็นทรัพย์ที่ถือครองโดยญาติ พี่น้อง ไฟแนนซ์ไม่สามารถกระทำการใด ๆ ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่มีใครเดือดร้อนเพราะคุณแน่นอน

6.ถ้าไม่มีเงินจ่ายไฟแนนซ์จะต้องติดคุก ขอบอกว่าเป็นคดีแพ่งไม่ใช่คดีอาญา และการเป็นหนี้ไฟแนนซ์ ไม่ต้องลาออกจากงาน เพราะไม่มีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การเป็นหนี้สินถือเป็นเรื่องส่วนตัว ไฟแนนซ์ไม่สามารถนำเรื่องส่วนตัวไปประจานให้เพื่อนร่วมงาน หรือผู้บังคับบัญชาของลูกหนี้รับรู้ได้ ถ้าทำถือว่ามีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเราสามารถฟ้องได้

สุดท้ายขอบกว่า หากเราไม่ยินยอมให้ยึดรถ ไฟแนนซ์จะยึดรถไม่ได้ และถ้ามีการบังคับขู่เข็ญ หรือไล่ให้ผู้เช่าซื้อลงจากรถ หรือกระชากกุญแจรถไป หรือแม้แต่เอากุญแจสำรองมาเปิดรถ และขับหนีไปถือว่าทำความผิดต่อเสรีภาพ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 และถ้ากระทำการโดยมีอาวุธหรือร่วมกระทำความผิดด้วยกัน ตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ เพราะฉะนั้นถ้ามีคนกระทำการดังกล่าวให้ถ่ายรูปหรือบันทึกเสียงไว้เป็นหลักฐาน และแจ้งความดำเนินคดีอาญาได้เลย สามารถแจ้งความได้ทันทีหากถูกบังคับหรือยึดรถไปด้วยวิธีไม่สมัครใจ

10 อันดับน้ำหอม ที่เหมาะกับผู้ชายมากที่สุด

 

สำหรับน้ำหอมนั้น หลายคนอาจจะคิดว่ามีแค่ผู้หญิงเท่านั้นที่จะใช้ แต่ในความจริง ผู้ชายส่วนใหญ่ก็นิยมฉีดน้ำหอมกัน เพราะเชื่อว่าเป็นการเพิ่มเสน่ห์และความน่าหลงใหลให้กับตัวเองได้ เมื่อสาวๆหลายคนได้กลิ่น ก็มองไปถึงการดูแลตัวเองด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้นั้นบ่งบอกถึงการใส่ใจตัวเองที่ดี คราวนี้สำหรับหนุ่มๆ คนไหนที่ไม่รู้จะเลือกน้ำหอมผู้ชายยีห้อไหน กลิ่นอะไรมาเพิ่มเสน่ห์ วันนี้เราจึงมี 10 อันดับน้ำหอม ที่เหมาะกับผู้ชายมากที่สุด มาฝากกัน

1. น้ำหอม Bvlgari Extreme Pour Homme

น้ำหอมสำหรับผู้ชายจากแบรนด์ Bvlgari ที่ให้กลิ่นหอมอ่อนๆ ด้วยส่วนผสมอย่าง ชา ดาร์จีริง เครื่องเทศนานาชนิด ผสมผสานกับชะมด ทำให้ฉีดแล้วไม่ฉุด ซึ่งถือเป็นลักษณะเฉพาะตัวของกลิ่นนี้เลย ที่สำคัญฉีดครั้งเดียวรู้สึกสดชื่นเบาสบายตลอดทั้งวัน ไม่ต้องมานั่งฉีดซ้ำ

2. น้ำหอม Chanel Bleu de Chanel

หนุ่มคนไหนที่มองหากลิ่นที่ให้ความรู้สึกสดใส แนะนำตัวนี้เลย ด้วยส่วนผสมจากส้มและองุ่น ทำให้หนุ่มๆ สดชื่นแถมยังดูมีความความลึกลับน่าค้นหา จนหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ากลิ่นนี้มีความละเอียดอ่อนมากๆ ที่สำคัญตัวนี้เหมาะฉีดได้ทุกฤดู ใครมองหาน้ำหอมมาฉีดหน้าหนาวขวดนี้น่าสน บอกเลย

3. น้ำหอม Miyake L’eau D’Issey Pour Homme

มาที่น้ำหอมแบรนด์ Issey Miyake กันบ้าง กลิ่นนี้เหมาะผู้ชายโรแมนติกอบอุ่นเป็นที่สุด กลิ่นของตัวนี้จะไม่ได้หอมหวานเย้ายวน แต่มันจะผสมความสดชื่นเข้าไปด้วยอย่างพวกเครื่องเทศ แถมมีส่วนผสมจากไม้หอม ไม่ต้องแปลกใจที่กลิ่นนี้จะติดอันดับขายดีของแบรนด์ Issey Miyake

4. น้ำหอม Giorgio Armani Acqua di Gio

เป็นน้ำหอมตัวท็อปที่ขายดีมากๆ เรียกได้ว่าเป็น Best-selling ในบรรดาน้ำหอมผู้ชายเลยทีเดียว แถมจากการทดสอบ ก็พบว่ามีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยชอบกลิ่นนี้ซะด้วย กลิ่นของตัวนี้จะให้ความรู้สึกสะอาด ด้วยส่วนผสมของผสมดอกมะลิ และกลิ่นส้มอ่อน ๆ ทำให้น้ำหอมขวดนี้เหมาะอย่างยิ่งสำหรับเมืองร้อนแบบบ้านเรา

5. น้ำหอม Davidoff Cool Water

พูดถึงราคาน้ำหอมขวดนี้ก็ถือว่าราคาไม่แพงแถมหาซื้อง่ายด้วย ยิ่งอากาศร้อนๆ แบบบ้านเรา ยิ่งเหมาะกับความหอมสดชื่นของ Davidoff Cool Water เพราะขวดนี้มีจุดเด่นคือความหอมเย็นสดชื่นดั่งท้องทะเล รับรองว่าถ้าคุณชอบกลิ่นแนวสดชื่นน้ำหอมขวดสีฟ้าแบรนด์นี้ คือคำตอบ สุดท้าย ฟันธง

6. น้ำหอม Calvin Klein CK One

ไม่รู้ว่าด้วยกลิ่นถูกใจหรือว่าความคุ้นเคย หนุ่มๆ หลายคนเลยเทใจให้น้ำหอมขวดนี้ อารมณ์ประมาณว่า คิดอะไรไม่ออกบอก CK One ขวดนี้สกัดความหอมมาจากธรรมชาติทั้งส้ม มะนาว มะลิ กุหลาบ และพืชพรรณนานาชนิด ทำให้น้ำหอมสุดคลาสสิกขวดนี้กลายเป็นน้ำหอมยอดฮิต

7. น้ำหอม Mont Blanc Legend

น้ำหอมขวัญใจหนุ่มๆ ทั่วโลก โดยกลิ่นนี้ดาราหนุ่มไทยหลายคนก็ใช้ ด้วยความหอมแบบอ่อนๆ จาก บอร์กามอท ลาเวนเดอร์ ใบสับปะรด และเวอร์บีน่า ทำให้หนุ่มๆ รวมถึงสาวๆ หลายคนชื่นชอบน้ำหอมขวดนี้เป็นพิเศษจนน้ำหอมขวดนี้ไม่เคยหายไปจากความนิยมของหนุ่มๆ ทั่วโลก

8. น้ำหอม Bvlgari Aqva Pour Homme

มาที่น้ำหอมที่มีจุดเด่นตรงกลิ่นหอม สดใส สดชื่น ความหอมเฉพาะตัวแบบนี้ทำให้น้ำหอมขวดนี้เป็นอมตะ เพราะผู้ชายจำนวนไม่น้อยไม่ได้ชอบน้ำหอมที่หอมแบบหวานละมุน แต่จะชอบแนวสะอาดสดชื่น ซึ่งเจ้าขวดนี้มันตอบโจทย์ได้ดีมาก ไม่เพียงแต่หนุ่มๆ ที่หลงใหล แต่สาวๆ ยังคอมเม้นต์กันว่าแอบซื้อมาฉีดด้วย

9. น้ำหอม Hugo Boss Bottled

Hugo Boss เป็นน้ำหอมที่กลิ่นเหมาะกับหนุ่มๆ ที่ต้องการสร้างความมั่นใจ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับวัยทำงาน ด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติและพรรณไม้นานานชนิดทำให้กลิ่นนี้กลายเป็นกลิ่นโปรดของหนุ่มๆ หลายคนมานานแสนนาน

10. น้ำหอม Acqua Di Gio Giorgio Armani Profumo

สำหรับน้ำหอม Acqua ตัวนี้ก็นับว่าเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่กำลังฮิตสุดๆ ในบ้านเรา มีกลิ่นที่ไม่ฉุนจนเกินไป ใช้ได้เหมาะกับทุกงาน ทุกสถานการณ์ ส่วนใหญ่หนุ่มๆ มักจะใช้น้ำหอมกลิ่นนี้ไปออกงานสังสรรค์ต่างๆ เพราะให้ความคลาสสิก มีกลิ่นค่อนข้างสะอาด ได้กลิ่นแล้วรู้สึกเหมือนเดินอยู่ริมชายหาด

ตัวหอมแล้ว อย่าลืมดูแลตัวเองจากภายใน ด้วยการทานอาหารให้ครบทั้ง 5 หมู่ และหมั่นออกกำลังกาย แค่นี้คุณก็ดูดีจนสาวๆ อยากเขาใกล้แล้วล่ะครับ ^^

สำหรับ 10 อันดับน้ำหอม ที่เหมาะกับผู้ชายมากที่สุด ก็เป็นเพียงการยกตัวอย่างมาเท่านั้น จริงแล้วๆ น้ำหอมผู้ชายนั้นยังมีอีกมากมายให้เลือกใช้ แต่ละคนสามารถเลือกตามรสนิยมของตัวเองได้เลย

ประโยชน์ของอะโวคาโด ช่วยลดน้ำหนักจริงหรือ

สำหรับ อะโวคาโด นั้นเป็นต้นไม้พื้นเมืองของเม็กซิโกในรัฐปวยบลา ในประเทศไทยมีการนำมาปลูกครั้งแรกที่จังหวัดน่าน ก่อนจะแพร่ขยายไปทั่วประเทศ โดยอะโวคาโดเป็นผลไม้ที่มีเนื้อมันเป็นเนย ลักษณะของผลจะมีรูปร่างคล้ายสาลี่ หรือรูปไข่จนถึงรูปกลม

อะโวคาโด เป็นผลไม้ที่นิยมรับประทานกันมากในแถบยุโรปและอเมริกา เพราะมีสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุหลากหลายที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมาก แต่สำหรับบางคนแล้วกลับไม่ชอบรับประทานอะโวคาโดเอาเสียเลย เพราะเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวาน และมีไขมันสูง ผลไม้ชนิดนี้จึงถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย

แม้ว่าผลอะโวคาโดน้ำหนัก 100 กรัม (ประมาณครึ่งผล) จะมีไขมันสูงถึง 14.66 กรัม ! (ถ้าเทียบกับผลไม้ชนิดอื่นจะมีไขมันน้อยมากหรือไม่มีไขมันเลย) แต่คุณทราบหรือไม่ว่าการรับประทานอะโวคาโดไม่ได้ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เมื่อเทียบกับการรับประทานไขมันอื่นในปริมาณเท่ากัน แถมการรับประทานอะโวคาโดยังช่วยลดน้ำหนักได้อีกด้วย และไม่ทำให้อ้วน แถมยังช่วยลดระดับไขมันเลว (LDL) ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย 

ประโยชน์ของอะโวคาโด

  1. อะโวคาโดเป็นผลไม้ที่สามารถช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีกว่าผลไม้ชนิดอื่น ๆ จึงช่วยคงความอ่อนเยาว์ได้เป็นอย่างดี
  2. ช่วยบำรุงและรักษาสายตาได้
  3. อะโวคาโดช่วยลดน้ำหนัก การรับประทานอะโวคาโดสามารถช่วยลดน้ำหนักตัวและลดระดับไขมันชนิดเลว (LDL) ลงได้อย่างชัดเจน
  4. อะโวคาโดเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมีคุณสมบัติในการช่วยลดไขมันเลวในหลอดเลือดได้ จึงช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดโอกาสเสี่ยงของโรคเส้นเลือดหัวใจตีบและโรคหัวใจวาย
  5. ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งได้
  6. ในผลอะโวคาโดมีวิตามินซีซึ่งช่วยป้องกันหวัดได้
  7. อะโวคาโดมีสรรพคุณช่วยป้องกันการเกิดโรคเลือดออกตามไรฟัน
  8. ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก
  9. อะโวคาโดมีโปรตีนสูงกว่าผลไม้ชนิดอื่น เป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย มีเส้นใยอาหารสูง จึงช่วยในการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี
  10. ไขมันในอะโวคาโดสามารถช่วยดูดซึมสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoids) ซึ่งเป็นตัวช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระอันทรงพลังได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นไลโคปีน เบตาแคโรทีน หรือลูทีนในผักผลไม้ต่าง ๆ
  11. การรับประทานอะโวคาโดเป็นประจำจะช่วยป้องกันและลดความถี่ของการเกิดโรคเหน็บชาได้
  12. อะโวคาโดมีประโยชน์อย่างมาก ซึ่งเหมาะให้ลูกน้อยรับประทานเป็นอาหารเสริม แม้ว่าจะมีแคลอรีสูงแต่ก็อุดมไปด้วย DHA และไขมันดี (HDL) ในปริมาณที่สูงเช่นกัน
  13. อะโวคาโดมีโฟเลตสูง ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญสำหรับหญิงตั้งครรภ์อย่างมาก เพราะจำเป็นสำหรับทารกในครรภ์
  14. น้ำมันอะโวคาโดเป็นน้ำมันที่ดูดซึมเข้าสู่ผิวหนังได้ดีที่สุดหากเทียบกับน้ำมันอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด อัลมอนด์ หรือแม้กระทั่งน้ำมันมะกอก
  15. น้ำมันอะโวคาโดสามารถนำมาใช้นวดศีรษะเพื่อช่วยเร่งการงอกของเส้นผมได้
  16. อะโวคาโด ประโยชน์นิยมรับประทานเป็นผลไม้สด หรือรับประทานร่วมกับไอศกรีม นมข้นหวาน น้ำตาล เค้ก สลัด ฯลฯ
  17. เนื้อของอะโวคาโดสามารถนำมาปรุงอาหารแทนเนยได้
  18. สามารถนำมาสกัดน้ำมันทำเป็นเครื่องสำอางได้
  19. อะโวคาโดสดสามารถใช้บำรุงผิวพรรณและเส้นผมได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีผิวแห้ง ซึ่งจะช่วยทำให้คุณมีผิวพรรณที่ชุ่มชื้น เปล่งปลั่ง มีชีวิตชีวาได้

ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี

สำหรับชีวิตคนเรานั้น มักจะใช้เวลาอยู่ที่ทำงานเป็นส่วนใหญ่ ฉะนั้น จึงใช้เวลาส่วนมากทำงานเป็นหลัก แต่การทำงานบางงานนั้นก็ต้องมีการใช้กล้ามเนื้อมืออยู่บ่อยๆ การทำงานที่ต้องใช้มืออยู่ในท่าเดิมหรือลักษณะเกร็งนาน ๆ เป็นประจำ มักจะทำให้มีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือได้ 

วันนี้เราจึงมีบทความ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี มาฝากทุกคนที่กำลังประสบปัญหากัน เป็นการแนะนำวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้แน่นอน

กล้ามเนื้อมือชาเกิดจากอะไร
ไม่ว่าอาชีพหรือกิจกรรมใดที่ต้องใช้งานข้อมือและนิ้วมาก ๆ อย่างเช่นการเขียนหนังสือ การใช้คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การจับอุปกรณ์เครื่องมือในท่าเดิมนาน ๆ ก็จะทำให้มีอาการปวดกล้ามเนื้อบริเวณข้อมือและนิ้วมือได้ทั้งสิ้น นั่นเป็นเพราะเนื้อเยื่ออ่อนของมือมีความผิดปกติ โดยถ้าปล่อยทิ้งไว้จนโครงสร้างเนื้อเยื่ออ่อนนั้นมีการเปลี่ยนแปลง จะเกิดความเสี่ยงที่ได้รับบาดเจ็บจนมีอาการรุนแรงมากขึ้น

ท่าบริหารกล้ามเนื้อข้อมือและแขน

  • ท่าที่ 1 ให้กระดกข้อมือขึ้นและลงอย่างช้า ๆ 20 ครั้ง พยายามเคลื่อนไหวให้ได้มากที่สุด
  • ท่าที่ 2 บิดข้อมือไปทางด้านซ้ายและด้านขวาอย่างช้า ๆ โดยให้ทำสลับกัน จำนวน 20 ครั้ง แต่ต้องระวังไม่ให้ฝืนเกินไปจนมีอาการบาดเจ็บมากขึ้น

ท่ายืดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่ออ่อนที่รอบข้อมือ (ทำทั้งสองท่า 10 ครั้ง)

  • ท่าที่ 1 จับมือตรงส่วนหลังมือของข้างที่ต้องการยืด กดหลังมือลงอย่างช้า ๆ ให้รู้สึกตึง ทำค้างไว้ 5 วินาที
  • ท่าที่ 2 จับบริเวณนิ้วมือทั้ง 4 นิ้วของข้างที่ต้องการยืด จากนั้นค่อย ๆ ยืดในทิศที่กระดกข้อมือขึ้น โดยให้ทั้ง 4 นิ้วมีลักษณะเหยียดตรง ยืดให้ข้อมือรู้สึกตึงแล้วค้างไว้ 5 วินาที

ท่าบริหารให้กล้ามเนื้อมือแข็งแรง

  • ท่าที่ 1 พยายามงอนิ้วมือโดยให้ปลายนิ้วแตะที่โคนนิ้วอย่างช้า ๆ ทั้ง 4 นิ้ว แบบไม่ต้องกำอุ้งมือเข้ามาจนสุด จากนั้นคลายออกจนนิ้วเหยียดตรง จำนวน 20 ครั้ง
  • ท่าที่ 2 กำลูกบอลบีบสำหรับบริหารมือไว้ในอุ้งมือ ค่อย ๆ ออกแรงบีบให้มากที่สุดแล้วคลายออก จำนวน 20 ครั้ง
  • ท่าที่ 3 ใช้มือถือถุงทรายที่มีน้ำหนัก 0.5 กิโลกรัม แล้วกระดกข้อมือขึ้นให้มากที่สุดและค้างไว้ 2 วินาที จึงค่อย ๆ กระดกข้อมือลงในทางตรงข้าม ค้างไว้ 2 วินาทีเช่นกัน จำนวน 20 ครั้ง

เมื่อได้รู้แล้วว่า ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมือ ทำอย่างไรดี ทุกคนก็อย่าลืมนำวิธีที่เราได้นำมาบอกนั้นไปใช้กันนะ โดยเฉพาะกลุ่มพนักงานออฟฟิศหรือการทำงานที่ต้องเกร็งมืออยู่ในท่าเดิมนาน ๆ ควรทำการบริหารข้อมือกับนิ้วมือเพื่อคลายกล้ามเนื้อมือเป็นประจำ ซึ่งเป็นวิธีที่สามารถช่วยป้องกันโรคมือชาที่เกิดจากเส้นประสาทถูกกดทับได้เป็นอย่างดี 

ผักที่ควรปลูกในฤดูฝนมีอะไรบ้าง ปลูกกินก็ได้ ปลูกขายก็ดี

สำหรับการปลูกพืชผักนั้น มักจะต้องปลูกตามฤดูกาล และพืชผักนั้นมักจะเหมาะกับการปลูกในช่วงหน้าฝน แต่ก็ไม่ใช่ทุกพืชผักเสมอไป เพราะพืชผักบางชนิดก็ไม่ได้ชอบน้ำมากเกินไป การเลือกปลูกผักตามฤดูกาลจึงเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โดยถ้าหากใครสงสัยและอยากรู้ว่า ผักที่ควรปลูกในหน้าฝนมีอะไรบ้าง แล้วต้องใส่ใจ ดูแล หรือมีเทคนิคพิเศษในการปลูกผักหน้าฝนไหม วันนี้เราจึงมีบทความ ผักที่ควรปลูกในฤดูฝนมีอะไรบ้าง ปลูกกินก็ได้ ปลูกขายก็ดี มาฝากกัน

1. มะเขือเทศ

มะเขือเทศเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยมีขั้นตอนคือตากดินให้แห้งประมาณ 7-10 วัน แล้วผสมเข้ากับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพื่อทำให้ดินร่วนซุย จากนั้นก็ทำการหว่านเมล็ด แล้วโรยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักกลบทับหน้าดินอีกชั้น โดยโรยให้มีความหนาประมาณ 0.6-1.2 เซนติเมตร เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน ก็สามารถย้ายกระถางปลูกได้ โดยให้ทำการย้ายต้นกล้าในช่วงเวลาบ่ายถึงเย็น และให้ต้นกล้ามีดินติดรากมากที่สุด พร้อมรดน้ำให้ชุ่มทันทีที่ย้ายเสร็จ 

2. ผักชี
ผักชีเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน เริ่มแรกให้ผสมดินร่วนปนทรายเข้ากับปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก และปูนขาว ซึ่งถ้าหากใครปลูกลงแปลงก็ให้ทำแปลงปลูกแบบยกร่องสูง เพื่อให้ดินสามารถระบายน้ำได้ดี เนื่องจากผักชีไม่ชอบให้ดินแฉะ หลังจากนั้นก็มาเตรียมเมล็ดด้วยการหมักในน้ำสะเดาหรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา ฮาร์เซียนั่ม (Trichoderma harzianum) สักประมาณ 1 ชั่วโมง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอาการเน่า เสร็จแล้วก็นำมาหว่านให้ห่างกันพอสมควร พร้อมใช้ฟางข้าวบดสั้น ๆ โรยหน้าดินและรดน้ำให้ชุ่มก็เสร็จเรียบร้อย

3. สะระแหน่
สะระแหน่เป็นพืชที่นิยมปลูกด้วยการปักชำ โดยขั้นแรกให้นำดินร่วน 2 ส่วน ปุ๋ยหมัก 1 ส่วน ทราย 1 ส่วน และปูนขาวเล็กน้อยมาผสมให้เข้ากัน จากนั้นก็เลือกกิ่งสะระแหน่ที่ไม่แก่และไม่อ่อนเกินไปมาปักลงในดินปลูก โดยให้กิ่งนอนเอนราบทาบไปกับหน้าดิน แล้วรดน้ำให้ชุ่มพอสมควร ทว่าระวังอย่าให้แฉะจนเกินไป เสร็จแล้วก็โรยแกลบทับหน้าดินเล็กน้อย พร้อมหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยเคมี เนื่องจากจะทำให้ต้นเหี่ยวตาย 

4. คะน้า

คะน้าเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว เนื่องจากไม่ค่อยทนความร้อนมากนัก โดยสำหรับวิธีการปลูกให้นำดินมาตากให้แห้ง แล้วผสมเข้ากับปุ๋ยคอก จากนั้นก็หว่านเมล็ดให้ห่างกันสักประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วใช้ดินกลบให้หนาประมาณ 1 เซนติเมตร พร้อมคลุมด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง ไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยบำรุงเพิ่ม แต่ถ้าหากอยากใส่จริง ๆ ก็ให้ใส่หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 37 วัน

5. กวางตุ้ง
กวางตุ้งเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี โดยวิธีการปลูกให้นำดินร่วนไปผสมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในอัตรา 2:1 ส่วน จากนั้นกดดินลงไปประมาณ 0.5 เซนติเมตร แล้วหยอดเมล็ดลงหลุมประมาณ 1-2 เมล็ด/หลุม กลบดินทับ รดน้ำให้ชุ่ม โรยปูนขาวล้อมรอบเพื่อป้องกันมดสักหน่อย เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จ

6. ผักบุ้งจีน
ผักบุ้งจีนเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยให้ทำการหว่านเมล็ดในตอนเย็น และต้องรดน้ำหน้าดินให้ชุ่มก่อนจะลงมือหว่าน เสร็จแล้วก็คลุมดินด้วยฟางแห้งบาง ๆ รดน้ำให้ชุ่ม ระวังอย่าให้ขาดน้ำหรือมีน้ำขัง พร้อมทำตาข่ายบังแดดและบังฝนกางไว้เหนือแปลงหรือกระถาง

7. ผักกาดหอม
ผักกาดหอมเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงปลายฤดูฝน โดยเริ่มแรกให้เตรียมดินด้วยการผสมดินเข้ากับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยมูลสัตว์ จากนั้นก็พรวนให้ดินร่วนซุยเข้ากัน ตากให้ดินแห้ง และใส่ปูนขาวผสมลงไป เสร็จแล้วก็หว่านเมล็ด พร้อมนำดินที่ผสมกับมูลสัตว์มาโรยทับให้ทั่วดิน รดน้ำให้ชุ่ม รอจนโตเป็นต้นกล้า แล้วย้ายกระถางปลูก

8. บวบ

บวบเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องทำการเตรียมการปลูกในช่วงก่อนเข้าฤดูฝนหรือตอนที่ฝนไม่ตกสักประมาณ 1 สัปดาห์ เพราะต้องทำการตากดินให้แห้งประมาณ 5-7 วัน หลังจากนั้นก็ผสมปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักลงไปในดิน ขุดหลุมให้ลึกประมาณ 20-25 เซนติเมตร และถ้าดินเป็นกรดก็ต้องใส่ปูนขาวผสมลงไปด้วย เสร็จแล้วจึงเริ่มหยอดเมล็ดลงหลุมประมาณ 4-5 เมล็ด/หลุม จากนั้นก็กลบด้วยดินร่วนหรือปุ๋ยคอกหนา 1 เซนติเมตร รดน้ำให้ชุ่ม พอบวบเริ่มเลื้อยก็ทำไม้ค้ำสำหรับเลื้อยเกาะได้เลย

9. หอมแดง
หอมแดงเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นฤดูฝน โดยต้องตากดินให้แห้งก่อนปลูกสักประมาณ 2-3 วัน จากนั้นพรวนดินให้ร่วนซุยเป็นก้อนเล็ก ๆ พร้อมใส่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ลงไป แล้วคลุกเคล้าให้เข้ากัน หลังจากนั้นก็ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 โรยรองพื้นก่อนปลูก พร้อมรดน้ำให้ดินชุ่ม แล้วไปนำหัวหอมที่ตัดแต่ง ทำความสะอาด และเล็มราก ใบแห้งทิ้งแล้วมาปักลงไปในดินปลูก โดยให้เหลือพ้นดินไว้ประมาณครึ่งหัว อย่ากดลงไปแรงมาก ไม่เช่นนั้นหัวหอมจะช้ำ เสร็จแล้วก็คลุมดินด้วยหญ้าหรือฟางหนาพอประมาณ รดน้ำให้ชุ่ม ก็เสร็จเรียบร้อย    

10. กุยช่าย

กุยช่ายเป็นพืชที่เหมาะจะปลูกในช่วงต้นและปลายฤดูฝน โดยให้เตรียมดินด้วยการยกร่องสูงประมาณ 30 เซนติเมตร-1 เมตร หรือถ้าจะปลูกในกระถางก็ให้พรวนดินและตากดินให้แห้ง ก่อนจะใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยมูลสัตว์ ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 เข้าไป พร้อมคลุกให้เข้ากันเป็นเวลาประมาณ 3-5 วัน หลังจากนั้นก็หว่านเมล็ดกุยช่ายลงไป แล้วคลุมด้วยฟางข้าวหรือแกลบ

จากบทความ ผักที่ควรปลูกในฤดูฝนมีอะไรบ้าง ปลูกกินก็ได้ ปลูกขายก็ดี ที่เรานำมานั้น หวังว่าจะเป็นแนวทางแก่คนที่ทำอาชีพ หรือมีความสนใจในการปลูกพืชผักได้ เพราะเพียงแค่เลือกปลูกพืชผักให้ถูกต้องตามฤดูกาล ก็ช่วยให้เรามีผักอร่อย ๆ กินได้ง่าย ๆ แล้ว แถมยังถือเป็นการช่วยเซฟเงินในฤดูผักแพงไปได้ในตัวอีกด้วย

รู้ไว้ วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัย

สำหรับสาวๆ ที่ชอบความสวยงามนั้น ก็มักจะชอบใส่คอนแทคเลนส์เป็นประจำ แต่การจะใส่ทั้งที ก็ต้องคำนึงถึงวิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัยด้วย เพราะดวงตาของเราเป็นอวัยวะที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อสิ่งรอบข้าง

ในปัจจุบันนั้นมีคอนแทคเลนส์ ให้เลือกมากมาย ทั้งแบบสายตา หรือสายตาด้วยสวยงามด้วย หรือสวยงามอย่างเดียวก็มี สำหรับคนที่มีปัญหาทางสายตา การใส่คอนแทคเลนส์จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกเพื่อที่จะได้ไม่ต้องใส่แว่นให้เกะกะ วันนี้เราจึงมี วิธีใส่คอนแทคเลนส์อย่างไรให้ปลอดภัย มาฝากกัน

1. คอนแทคเลนส์ชนิดใส่รายวัน สามารถให้ออกซิเจนผ่านได้ดีที่สุด และเนื่องจากถอดทิ้งทุกวันจึงทำให้มีการสะสมโปรตีนในคอนแทคเลนส์น้อย และเกิดอาการระคายเคืองน้อยกว่าชนิดอื่นๆ แต่มีราคาสูงกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดรายสัปดาห์ และรายปี

2. ควรถอดล้างและแช่คอนแทคเลนส์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่ได้มาตรฐานเท่านั้น และต้องแช่น้ำยาติดต่อกันอย่างน้อย 6 ชั่วโมง เพื่อให้การฆ่าเชื้อโรคเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

3. อาการที่พบส่วนใหญ่ของคนที่ใส่คอนแทคเลนส์ คือ ระคายเคืองตา ตาแห้ง ตามัวเป็นๆ หายๆ บางครั้งรู้สึกหนักตา น้ำตาไหล ไม่สบายตา คล้ายมีเศษผงอยู่ในตา

4. ในแต่ละวันไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน และควรใช้แว่นสายตาในบางวัน เพื่อเป็นการหยุดพัก ให้กระจกตา ดูดซึมออกซิเจนได้ตามปกติ

5. ไม่ควรใส่คอนแทคเลนส์ Big Eye หรือแบบมีสีสันแฟนซีเป็นประจำ เนื่องจากการใส่คอนแทคเลนส์สี จะทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าสู่กระจกตาได้น้อยมาก และทำให้นัยน์ตาแห้งมากกว่าการใส่คอนแทคเลนส์ปกติ

6. ไม่ใส่นอนหรือใส่ข้ามคืน เพราะการใส่คอนแทคเลนส์ ทำให้ออกซิเจนผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง มีโอกาสติดเชื้อจากคอนแทคเลนส์สูงขึ้น

7. การใช้น้ำเกลือทำความสะอาด หรือแช่คอนแทคเลนส์ จะทำให้โอกาสการติดเชื้อสูงขึ้นมาก

8. ควรเปลี่ยนคอนแทคเลนส์ตามอายุที่กำหนด และไม่ใส่คอนแทคเลนส์ร่วมกับผู้อื่น

9. น้ำตาเทียม มีส่วนผสมของน้ำตา อิเลคโตรไลท์ ซึ่งเป็นสารที่จำเป็นสำหรับกระจกตามากกว่ายาหยอดตาสำหรัคอนแทคเลนส์ หากมีปัญหาระคายเคืองตา นัยน์ตาแห้ง ควรใช้น้ำตาเทียม

10. ยาหยอดตาสำหรับคนใส่คอนแทคเลนส์ ควรหยอดก่อนใส่คอนแทคเลนส์ ระหว่างใส่ และก่อนถอดคอนแทคเลนส์ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นทำให้เกิดความสบายตา ภาพคมชัดขึ้น และทำให้อาการตาแห้งน้อยลง